คำฟ้องและคำให้การ
คดีนี้
โจทก์ฟ้องจำเลยบังคับจำนองที่ดินให้จำเลยชำระต้นเงินและดอกเบี้ย มิฉะนั้นก็ขอให้สั่งขายทอดตลาด ต่อมาโจทก์จำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาล โดยจำเลยยอมใช้เงินให้โจทก์ 23,630 บาท ภายใน 3 เดือน ศาลจึงพิพากษาตามยอม ต่อมาจำเลยไม่ชำระเงิน โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี ยึดที่ดินที่จำเลยจำนองออกขายทอดตลาด และโจทก์เป็นผู้ซื้อได้ราคา 22,200 บาทผู้ร้องยื่นคำร้องขอเฉลี่ยหนี้โดยอ้างว่าเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในอีกคดีหนึ่งโจทก์คัดค้านศาลชั้นต้นเห็นว่า แม้จะมีสัญญาประนีประนอมยอมความกันก็จริงแต่ตราบใดที่จำเลยยังไม่ชำระหนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิที่จะถือสัญญาจำนองเป็นประกันหนี้ได้ หนี้ตามสัญญากู้ของโจทก์ยังหาระงับสิ้นไปไม่
สัญญาจำนองไม่ระงับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้องผู้ร้องอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนผู้ร้องฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ความระงับสิ้นไปแห่งสัญญาจำนองมีบัญญัติไว้ในมาตรา 744 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บทที่จะนำมาปรับในคดีนี้ คือ ความในอนุมาตรา 2 ว่า "เมื่อปลดจำนองให้แก่ผู้จำนองด้วยหนังสือเป็นสำคัญ" สัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์จำเลยทำไว้ต่อศาล หามีข้อความโจทก์ปลดจำนองให้แก่จำเลยไม่ แม้จะมีข้อความว่า "และให้คดีเป็นอันเลิกกัน" ก็หมายความได้แต่เพียงว่ายังไม่ขอบังคับตามสัญญาจำนองซึ่งประกันหนี้การกู้ยืมรายนี้เท่านั้นหาใช่การปลดจำนองตามมาตรา 744(2) ไม่ จึงไม่เป็นการสละสิทธิเรียกร้องการบังคับจำนองระงับสิ้นไปตามมาตรา 852 เงินที่ขายทอดตลาดได้ยังไม่คุ้มเงินต้นและดอกเบี้ยที่จำนองครอบถึง ที่ศาลล่างพิพากษาต้องกันมาให้ยกคำร้องขอเฉลี่ยของผู้ร้องชอบแล้ว ฎีกาผู้ร้องฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน