Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 12269/2558

พ.ศ. 2558 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่า ฉ. จะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของ ก. การที่จำเลยที่ 2 ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยเป็นผู้รับรองเป็นเหตุให้ ฉ. สามารถทำบัตรประจำตัวประชาชนได้สำเร็จ ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือ ฉ. ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานสนับสนุน ฉ. ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ ไม่ได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรก

Provisions the court ruled on

ป.วิ.อ. Section 192 ป.วิ.อ. Section 227 ป.อ. Section 78 ป.อ. Section 83 ป.อ. Section 86 พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 Section 14

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 267, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 6 จัตวา, 14 (2) จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 3 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) จำคุก 9 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษลงหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การเป็นผลร้ายต่อตนเองสอดรับกับคำให้การของนายเฉลิมตามบันทึกคำให้การของนายเฉลิมในชั้นสอบสวน ในข้อสาระสำคัญ สมเหตุสมผล ไม่มีพิรุธ ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าถูกขู่เข็ญบังคับ เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้น เมื่อพิจารณาสภาพลักษณะ

Matter details

Supreme Court black case no.
อ.1556/2558
Trial court black case no.
อ433/2556
Trial court red case no.
อ924/2557
Source
และข้อเท็จจริงแวดล้อมของบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแล้วน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่านายเฉลิมจะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของนายกลิ้ง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดกับนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีเพียงสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสวมบัตรประจำตัวประชาชนรายนายกลิ้ง บันทึกการสอบปากคำนายเฉลิมและจำเลยที่ 2 ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสวมบัตรประจำตัวประชาชนนายกลิ้ง และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายเฉลิมและของจำเลยที่ 2 ที่ระบุทำนองว่านายเฉลิมและจำเลยที่ 2 ไปที่ที่ว่าการอำเภอกระสังพร้อมกันเพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายเฉลิม ส่วนพยานโจทก์ที่สำคัญทั้งสองปากคือนายสุรศักดิ์ เจ้าหน้าที่ปกครอง 5 และนายเจริญ ปลัดอำเภอ หัวหน้าฝ่ายทะเบียน เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องในการรับคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ที่นายเฉลิมยื่นและแจ้งข้อความเพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชนของนายกลิ้งใหม่ ได้เบิกความเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงส่วนใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการยื่นคำขอและแจ้งข้อความของนายเฉลิมแต่อย่างไร นอกจากเอกสารดังกล่าวแล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพยานหลักฐานอื่นใดแสดงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับนายเฉลิมทำแบบคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชน หรือแบ่งหน้าที่กันทำอย่างไร ทั้งจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของนายเฉลิมว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำคำขอหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน นายเฉลิมเป็นผู้ปลอมคำขอดังกล่าวเพียงผู้เดียว ข้อเท็จจริงจึงยังมีข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับนายเฉลิมปลอมคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชนตามฟ้องหรือไม่ กรณีจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามมาตรา 227 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดกับนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่านายเฉลิมจะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของนายกลิ้ง การที่จำเลยที่ 2 ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยเป็นผู้รับรองเป็นเหตุให้นายเฉลิมสามารถทำบัตรประจำตัวประชาชนได้สำเร็จ ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือนายเฉลิมขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ มิได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษหรือกระทำความผิดอื่นใดมาก่อน ทั้งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดดังกล่าวเพื่อช่วยให้นายเฉลิมได้ไปทำงานหาเงินจากต่างประเทศมาเลี้ยงดูครอบครัว สภาพแห่งความผิดไม่ร้ายแรงนัก เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี เห็นควรกำหนดโทษสถานเบาและให้รอการลงโทษ แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 หลาบจำ สมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 3,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน 20 วัน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ดูฉบับย่อฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมายคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12269/2558พนักงานอัยการจังหวัดบุรีรัมย์โจทก์นายอภิชา หอมขจร กับพวกจำเลย ป.วิ.อ. ม. 192 วรรคแรก, ม. 227 วรรคสอง ป.อ. ม. 78, ม. 83, ม. 86 พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 ม. 14 (2), ม. 14 วรรคหนึ่งจำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่า ฉ. จะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของ ก. การที่จำเลยที่ 2 ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยเป็นผู้รับรองเป็นเหตุให้ ฉ. สามารถทำบัตรประจำตัวประชาชนได้สำเร็จ ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือ ฉ. ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานสนับสนุน ฉ. ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ ไม่ได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคแรกคดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 2 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 264, 265, 267, 268 พระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 6 จัตวา, 14 (2) จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีศาลสูงภาค 3 ซึ่งอัยการสูงสุดได้มอบหมายรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) จำคุก 9 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ให้ความรู้แก่ศาลอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา กรณีมีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษลงหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การเป็นผลร้ายต่อตนเองสอดรับกับคำให้การของนายเฉลิมตามบันทึกคำให้การของนายเฉลิมในชั้นสอบสวน ในข้อสาระสำคัญ สมเหตุสมผล ไม่มีพิรุธ ไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าถูกขู่เข็ญบังคับ เชื่อว่าจำเลยที่ 2 ให้การไปตามความจริงที่เกิดขึ้น เมื่อพิจารณาสภาพลักษณะ แหล่งที่มา และข้อเท็จจริงแวดล้อมของบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวแล้วน่าเชื่อว่าจะพิสูจน์ความจริงได้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่านายเฉลิมจะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของนายกลิ้ง ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดกับนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์หรือไม่ โจทก์มีเพียงสรุปผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสวมบัตรประจำตัวประชาชนรายนายกลิ้ง บันทึกการสอบปากคำนายเฉลิมและจำเลยที่ 2 ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทุจริตสวมบัตรประจำตัวประชาชนนายกลิ้ง และบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของนายเฉลิมและของจำเลยที่ 2 ที่ระบุทำนองว่านายเฉลิมและจำเลยที่ 2 ไปที่ที่ว่าการอำเภอกระสังพร้อมกันเพื่อทำบัตรประจำตัวประชาชนให้แก่นายเฉลิม ส่วนพยานโจทก์ที่สำคัญทั้งสองปากคือนายสุรศักดิ์ เจ้าหน้าที่ปกครอง 5 และนายเจริญ ปลัดอำเภอ หัวหน้าฝ่ายทะเบียน เจ้าพนักงานผู้เกี่ยวข้องในการรับคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชน ที่นายเฉลิมยื่นและแจ้งข้อความเพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชนของนายกลิ้งใหม่ ได้เบิกความเกี่ยวกับการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ก็ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงส่วนใดที่แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องในการยื่นคำขอและแจ้งข้อความของนายเฉลิมแต่อย่างไร นอกจากเอกสารดังกล่าวแล้วไม่ปรากฏว่าโจทก์มีพยานหลักฐานอื่นใดแสดงว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับนายเฉลิมทำแบบคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชน หรือแบ่งหน้าที่กันทำอย่างไร ทั้งจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความสอดคล้องกับคำเบิกความของนายเฉลิมว่า จำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำคำขอหรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชน นายเฉลิมเป็นผู้ปลอมคำขอดังกล่าวเพียงผู้เดียว ข้อเท็จจริงจึงยังมีข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับนายเฉลิมปลอมคำขอมีบัตร มีบัตรใหม่ หรือเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนของผู้ขอมีบัตรประจำตัวประชาชนตามฟ้องหรือไม่ กรณีจึงต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยที่ 2 ตามมาตรา 227 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่อาจรับฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมคบคิดกับนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 รู้อยู่ก่อนแล้วว่านายเฉลิมจะไปทำบัตรประจำตัวประชาชนในชื่อของนายกลิ้ง การที่จำเลยที่ 2 ขอร้องให้จำเลยที่ 1 ช่วยเป็นผู้รับรองเป็นเหตุให้นายเฉลิมสามารถทำบัตรประจำตัวประชาชนได้สำเร็จ ถือเป็นการให้ความช่วยเหลือนายเฉลิมขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดฐานสนับสนุนนายเฉลิมในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประชาชน พ.ศ.2526 ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดดังกล่าวได้เพราะโทษเบากว่าความผิดฐานเป็นตัวการ มิได้เป็นการเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคแรก แต่ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษหรือกระทำความผิดอื่นใดมาก่อน ทั้งเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีแล้วเห็นว่าจำเลยที่ 2 กระทำความผิดดังกล่าวเพื่อช่วยให้นายเฉลิมได้ไปทำงานหาเงินจากต่างประเทศมาเลี้ยงดูครอบครัว สภาพแห่งความผิดไม่ร้ายแรงนัก เพื่อให้โอกาสจำเลยที่ 2 กลับตัวเป็นพลเมืองดี เห็นควรกำหนดโทษสถานเบาและให้รอการลงโทษ แต่เพื่อให้จำเลยที่ 2 หลาบจำ สมควรลงโทษปรับจำเลยที่ 2 อีกสถานหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน พ.ศ.2526 มาตรา 14 (2) วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษจำคุก 4 เดือน และปรับ 3,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 2 เดือน 20 วัน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3(วีรา ไวยหงษ์ รินทร์ศรี-รังสรรค์ ดวงพัตรา-ชลิศร์ สวัสดิทัต)ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ - นายกัมปนาท แสนโภชน์ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายไพบูลย์ ชูโชติแหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 313/2555

ร. นั่งนับเงินอยู่กับจำเลยทั้งสองในห้อง เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเรียกให้เปิดประตู จำเลยทั้งสองไม่ยอมเปิด ร. ได้โอกาสรีบเข้าห้องน้ำนำเมทแอมเฟตามีนจำนวน 5 เม็ด ที่เหลือจากการจำหน่ายไปทำลายเพื่อปกปิดการกระท…

Supreme Court Judgment No. 1488/2567

ผู้ที่ได้รับอนุญาตเป็นผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้าตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. 2503 ต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลและต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเท่านั้น ซึ่งในการ…

Supreme Court Judgment No. 280/2563

โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับ บ. และจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่สายลับ จึงมิอาจถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำ…

Supreme Court Judgment No. 3009/2563

เมทแอมเฟตามีนของกลาง 565 เม็ด เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่ ส. ซื้อมาจากจำเลย หลังจากที่จำเลยขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ส. โดยจำเลยได้รับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนไปแล้ว การครอบครองเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายแ…

Supreme Court Judgment No. 3934/2562

จำเลยที่ 1 ร่วมกับพวกถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายที่ 2 แล้วชูเสื้อผ้าให้พวกดู และนำไปวางไว้มุมห้องก่อนที่พวกของจำเลยที่ 1 จะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันกระทำชำเราผู้เสียหายที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 ไม่ได้คบคิดกับพวก…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up