คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยมีกัญชาซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท ๕ หนัก ๘๐ กรัม ไว้เพื่อจำหน่ายแก่บุคคลทั่วไปและมีอุปกรณ์ในการเสพยาเสพติดไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตขอให้ลงโทษตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๕, ๖, ๒๖, ๗๖, ๑๐๒, ๑๐๓ และริบของกลาง
จำเลยให้การปฏิเสธ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๗ ๕, ๖, ๒๖, ๗๖, ๑๐๒, ๑๐๓ ลงโทษฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก สองปี จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมลดโทษให้หนึ่งในสี่ คงจำคุกหนึ่งปีหกเดือน ของกลางริบ
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๒๖ วรรคแรก๗๖, ๑๐๒, ๑๐๓ ลงโทษจำคุกหนึ่งปีหกเดือน จำเลยให้การรับสารภาพชั้นสอบสวน ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกหนึ่งปี นอกจาที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามบทกฎหมายเดียวกัน ลงโทษจำคุกหนึ่งปี เป็นการแก้ไขเล็กน้อย ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ ฎีกาของโจทก์เป็นฎีกาในปัญหาว่าจำเลยมีกัญชาของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามกฎหมายดังกล่าว
ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ไม่ได้
Result
พิพากษายกฎีกาโจทก์