คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจร่วมกันลักเอาธนบัตรของชายผู้มีชื่อไปโดยเจตนาทุจริต โดยจำเลยล้วงกระเป๋าผู้มีชื่อเพื่อลักทรัพย์จำเลยกระทำไปตลอดแล้ว แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล โดยยังไม่ทันได้เงินก็ถูกจับกุมเสียก่อน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335ในวันพิจารณา ศาลสอบโจทก์ฯ ยืนยันว่าฟ้องโจทก์สมบูรณ์ และว่าชั้นสอบสวนก็ไม่ได้ตัวเจ้าทรัพย์มาสอบสวนศาลคดีเด็กและเยาวชนกลางเห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่ได้บรรยายรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องพอสมควรที่จะให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี เป็นฟ้องไม่สมบูรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158(5) พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีเด็กและเยาวชนเห็นว่า
เท่าที่โจทก์บรรยายฟ้องมานั้นยังไม่มีความหมายแน่นอนพอที่จะเข้าใจได้ว่าชายผู้มีชื่อนั้นหมายถึงบุคคลใดโดยเฉพาะ แม้โจทก์ไม่สามารถทราบชื่อ ก็น่าจะกล่าวบรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับชายผู้นั้นให้พอที่จะทำให้ฟ้องของโจทก์มีความแน่นอนขึ้นไม่เกิดความสับสนหลงผิดแก่จำเลย ตามที่โจทก์ยกเหตุผลมาในฎีกาว่า การพิจารณาคดีเด็กเช่นนี้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีเด็กและเยาวชน พ.ศ. 2494 มาตรา 44ได้ให้ศาลพยายามกระทำโดยไม่ต้องดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาโดยเคร่งครัด จึงไม่ควรเคร่งครัดในเรื่องฟ้องของโจทก์นั้น แท้ที่จริงมาตรา 44 ก็เป็นบทบัญญัติให้ความคุ้มครองและประโยชน์แก่จำเลย มีความมุ่งหมายที่จะให้จำเลยซึ่งเป็นเด็กเข้าใจการพิจารณาของศาลเป็นสำคัญ ดังจะเห็นได้จากที่มีความบัญญัติไว้ด้วยว่า"ให้ใช้ภาษาง่าย ๆ ให้จำเลยเข้าใจ" โจทก์ก็ชอบที่จะบรรยายฟ้องให้ละเอียดเพื่อช่วยให้จำเลยเข้าใจข้อหาโดยชัดแจ้งด้วยพิพากษายืน