คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277, 284, 317, 58, 91 และบวกโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 454/2547 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้
ระหว่างพิจารณา เด็กหญิง ล. ผู้เสียหาย โดย ว. ผู้แทนโดยชอบธรรมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 (ที่ถูกมาตรา 277 วรรคแรก), 284 วรรคแรก, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุก 10 ปี ฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจาร โดยใช้กำลังประทุษร้าย จำคุก 2 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุก 10 ปี รวม 3 กระทง เป็นจำคุก 22 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 11 ปี ให้บวกโทษจำคุก 1 ปี ของจำเลยตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 454/2547 เข้ากับโทษจำคุกของจำเลยในคดีนี้ รวมแล้วจำคุก 12 ปี
จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี และฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดาเพื่อการอนาจารให้จำคุกระทงละ 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 รวม 2 กระทง จำคุก 8 ปี เมื่อรวมความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารแล้ว เป็นจำคุก 9 ปี ยกคำขอให้บวกโทษ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุเพียง 13 ปีเศษ ยังอยู่ในวัยเด็ก การที่จำเลยใช้อุบายหลอกลวงผู้เสียหายและพรากผู้เสียหายไปจากผู้ปกครองเพื่อการอนาจาร โดยใช้กำลังประทุษร้ายและข่มขื่นกระทำชำเราผู้เสียหายจนจำเลยสำเร็จความใคร่ โดยผู้เสียหายไม่ยินยอม เป็นการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อจิตใจของผู้เสียหาย สร้างความอัอายและเสื่อมเสียต่อชื่อเสียงวงศ์ตระกูลของผู้เสียหายพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 กำหนดโทษจำเลยก่อนลดโทษให้ในความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี และความผิดฐานพรากเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา
ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร ให้จำคุกกระทงละ 8 ปี นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข และเมื่อลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งแล้ว โทษแต่ละกระทงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ชอบแล้วฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น
อนึ่ง ความผิดฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และความผิดฐานพาผู้อื่นไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามมาตรา 284 วรรคแรก จำเลยมีเจนาเดียวกันคือ พาผู้เสียหายไปข่มขืนกระทำชำเรา จึงเป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ต้องลงโทษตามมาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามมาตรา 90 ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำเลยเป็นความผิดต่างกรรมเป็น 2 กระทง จึงเป็นการไม่ชอบ แม้จำเลยจะมิได้ยกปัญหาดังกล่าวขึ้นว่ากล่าวในศาลอุทธรณ์ภาค 6 และมิได้ฎีกาปัญหานี้ขึ้นมา แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"
Result
พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก และมาตรา 284 วรรคแรก เป็นการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามมาตรา 277 วรรคแรก ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด จำคุก 8 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำคุก 4 ปี เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานพรากผู้เยาว์แล้ว คงจำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6