คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้ตกลงให้เทศบาลนครกรุงเทพเช่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง โดยให้เทศบาลนครกรุงเทพก่อสร้างอาคาร 4 ชั้นให้แล้วเสร็จภายใน 9 ปี แล้วยกกรรมสิทธิ์สิ่งปลูกสร้างให้แก่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยอมให้เทศบาลนครกรุงเทพเช่าอาคารที่ปลูกสร้างขึ้นมีกำหนด 12 ปี โดยมีข้อตกลงให้ผู้เช่าดำเนินการไล่รื้อ บุคคลและทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและอาคารเพื่อทำการก่อสร้างโดยผู้ให้เช่าจะร่วมมือด้วยและมีข้อตกลงกันด้วยว่าผู้เช่าจะโอนสิทธิหรือหน้าที่ใด ๆ ให้บุคคลภายนอกจัดการแทนก็ได้ เทศบาลนครกรุงเทพได้โอนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาให้โจทก์ โจทก์ได้ประกาศให้ผู้เช่า
ผู้อาศัย ขนย้ายรื้อถอนออกไปจากที่เช่า จำเลยเป็นผู้เช่าอาคารจากสำนักงานทรัพย์สินได้ทราบประกาศแล้ว ได้บุกรุกเข้าไปปลูกสร้างสิ่งปลูกสร้างในที่เช่าที่โจทก์ได้รับมอบมา โจทก์บอกกล่าว จำเลยไม่ยอมรื้อเป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถก่อสร้างอาคาร 4 ชั้น 8 คูหาในที่ดินที่จำเลยบุกรุกได้ ซึ่งเมื่อสร้างเสร็จโจทก์จะได้ค่าเช่าอย่างน้อยคูหาละ 5,000 บาทต่อเดือน ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดิน และใช้ค่าเสียหายเดือนละ 40,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนเสร็จพร้อมกับยื่นคำฟ้อง โจทก์ขอให้เรียกสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าเป็นโจทก์ร่วม สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ยินยอมและยื่นคำร้องขอให้ศาลบังคับขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่เช่าโดยเหตุผลเช่นเดียวกับฟ้องของโจทก์จำเลยให้การต่อสู้หลายประการรวมทั้งต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทนายแพทย์สมภพเช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และโอนสิทธิการเช่าให้จำเลยแล้วจำเลยเข้าครอบครองก่อนโจทก์ไม่เคยเข้าครอบครอง
โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยไม่ได้ทำละเมิด ค่าเสียหายไม่เป็นความจริงและสูงเกินส่วนศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินตามฟ้อง ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 1,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะรื้อถอนขนย้ายเสร็จจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์รับโอนสิทธิตามสัญญาเช่าจากเทศบาลนครกรุงเทพ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้มอบการครอบครองที่เช่าให้เทศบาลนครกรุงเทพ และแจ้งให้ผู้เช่าอยู่อาศัยในที่ดินตามสัญญาออกไปจากที่ดินผู้เช่าอยู่อาศัยในที่เช่าส่วนมากได้รื้อย้ายออกไปแล้ว เว้นแต่จำเลยกับพวกสัญญาเช่าที่ดินระหว่างสำนักงานทรัพย์สินฯ กับนายแพทย์สมภพระงับไปแล้ว
จำเลยไม่อาจอ้างว่าได้รับโอนสิทธิการเช่าจากนายแพทย์สมภพหรืออยู่ในฐานะบริวาร แล้ววินิจฉัยว่า ต้องถือว่าจำเลยเข้าอยู่ในที่เช่าโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของที่ดินอันเป็นการละเมิดต่อเจ้าของที่ดิน โจทก์และโจทก์ร่วมเจ้าของที่ดินจึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยซึ่งอยู่ในที่เช่าโดยละเมิดได้ โดยไม่จำต้องบอกกล่าวให้จำเลยออกไปจากที่เช่าก่อน แม้โจทก์จะไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยโดยลำพัง โจทก์ก็ชอบที่จะขอให้ศาลเรียกโจทก์ร่วมเข้ามาในคดีเพื่อศาลจะได้วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทระหว่างผู้เป็นคู่กรณีทั้งหลายรวมไปเป็นคดีเดียวกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 477, 549 ทำให้อำนาจฟ้องของโจทก์บริบูรณ์ขึ้นได้ตามตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาที่ 1053/2509 เมื่อคดีฟังได้ว่าจำเลยทำละเมิดก็ย่อมต้องมีความเสียหายเกิดขึ้นเพราะผลแห่งการละเมิด
ศาลจะบังคับให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนสถานใดเพียงใดนั้น ย่อมแล้วแต่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด และค่าสินไหมทดแทนนั้นรวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ ที่จำเลยได้ก่อขึ้นนั้นด้วย เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบฟังได้ว่าการที่จำเลยไม่ยอมออกจากที่เช่า เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถปลูกตึกแถวสี่ชั้น แปดคูหาให้เช่าหาประโยชน์ตามสัญญาที่ผูกพันกันระหว่างโจทก์และโจทก์ร่วมซึ่งจำเลยได้รับการบอกกล่าวให้ทราบแล้วก็ต้องถือว่าเป็นความเสียหายอันเนื่องมาจากการทำละเมิดของจำเลยแล้ว เมื่อโจทก์ฟ้องโดยเรียกโจทก์ร่วมเข้ามาในคดี จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้โจทก์ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายให้โจทก์เดือนละ 1,000 บาทจึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน