Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1176/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

เมื่อปรากฏว่าโจทก์อ้างมาในฟ้องตั้งแต่แรกแล้วว่าการกำหนดค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์อันเป็นหลักเกณฑ์ของการกำหนดค่าทดแทนที่ดินซึ่งแก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่44ข้อ1จำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ขอเรียกตามฟ้องและจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่ขอเพิ่มตามคำร้องขอแก้ไขฟ้องนั้นอาศัยหลักเกณฑ์เดียวกันโจทก์สามารถที่จะขอแก้ไขได้ก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่ายี่สิบเอ็ดวันและเนื้อที่หาสาระที่ขอแก้ไขมิใช่ปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนดังนี้คำร้องขอแก้ไขฟ้องของโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา180ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขฟ้องนั้นชอบแล้ว ขณะคดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นได้มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับที่44เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ออกใช้บังคับซึ่งข้อ1บัญญัติให้ยกเลิกความในวรรคสี่และวรรคห้าของมาตรา9แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน"ในการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงินค่าทดแทนให้คณะกรรมการกำหนดโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา18มาตรา21มาตรา22และมาตรา24"และข้อ5วรรคหนึ่งบัญญัติว่าบทบัญญัติมาตรา9วรรคสี่และวรรคห้าแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับแก่การเวนคืนซึ่งการกำหนดราคาเบื้องต้นการจัดซื้อการจ่ายหรือการวางเงินค่าทดแทนการอุทธรณ์หรือการฟ้องคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ใช้บังคับด้วยดังนั้นในการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายซึ่งที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้นศาลต้องพิจารณาโดยคำนึงถึง(1)ถึง(5)ของมาตรา21แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530ด้วย ตามคำอุทธรณ์ของโจทก์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้ระบุว่าที่ดินส่วนที่เหลือไม่สามารถทำประโยชน์ในกิจการที่เหมาะสมอีกต่อไปเนื่องจากต้องตกอยู่ใต้ทางด่วนซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อย่างยิ่งและข้อความดังกล่าวโจทก์ได้กล่าวอ้างรวมมากับข้อเรียกร้องให้ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเพิ่มเติมเห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์จะเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ในส่วนที่ราคาลดลงด้วยถือว่าโจทก์ได้ร้องขอให้รัฐมนตรีฯพิจารณาเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือราคาลดลงแล้วโจทก์จึงมีสิทธินำคดีส่วนนี้มาฟ้องต่อศาลได้ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา26 พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ.2530มาตรา26วรรคสามบัญญัติว่าในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นทั้งนี้นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้นและมาตรา11วรรคหนึ่งบัญญัติว่าในกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา10ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขายปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยได้ทำซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา10เมื่อวันที่9พฤษภาคม2532ตามสำเนาสัญญาซื้อขายฯนับแต่วันดังกล่าวไปอีกหนึ่งร้อยยี่สิบวันซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยจะต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์คือวันที่6กันยายน2532อันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา26วรรคสามโจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันดังกล่าวในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสิน มิใช่นับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนจากจำเลยที่1ส่วนจะได้รับอัตราเท่าใดต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลงแต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราตามคำขอของโจทก์

Provisions the court ruled on

ป.วิ.พ. Section 179 ป.วิ.พ. Section 180 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 Section 21 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 Section 26

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดรวม 21 โฉนด ตำบลบางเขนฝั่งใต้ อำเภอบางซื่อ และตำบลลาดยาว(บางเขนฝั่งใต้) อำเภอบางเขน (บางซื่อ) กรุงเทพมหานครเนื้อที่รวม 4 ไร่ 3 งาน 31 ตารางวา เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2530ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน ในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรีและเขตบางเขน เขตดุสิต เขตพญาไท เขตปทุมวัน เขตบางรักเขตยานนาวา เขตห้วยขวาง เขตบางกะปิ เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2530 ซึ่งที่ดินของโจทก์อยู่ในแนวที่จะถูกเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวด้วย จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2ได้ทำการสำรวจและกำหนดแนวเขตที่ดินเพื่อการเวนคืน และก่อสร้างทางพิเศษระบบทางด่วนขึ้นที่ 2 สายบางโคล่-แจ้งวัฒนะและสายพญาไท-ศรีนครินทร์ที่ดินของโจทก์ดังกล่าวถูกเวนคืนเพื่อสร้างทางพิเศษระบบทางด่วนขั้นที่ 2 สายบางโคล่-แจ้งวัฒนะรวมเป็นเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 42 ตารางวา

คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์ที่จะต้องเวนคืนและจำนวนเงินค่าทดแทน ได้กำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เป็นเงิน 15,616,000 บาทและต่อมาจำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนตามจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์โจทก์เห็นว่าเงินค่าทดแทนดังกล่าวต่ำกว่าราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด และไม่เป็นไปตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมจึงได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ของโจทก์ คณะกรรมการดังกล่าวพิจารณาแล้วเห็นว่าสมควรจ่ายเงินค่าทดแทนเพิ่มให้แก่โจทก์อีกเป็นเงิน 1,629,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับเงินแล้ว รวมเงินค่าทดแทนที่โจทก์ได้รับเนื่องจากการเวนคืนที่ดินทั้งสิ้น 17,245,000 บาท

จำนวนเงินค่าทดแทนที่โจทก์ได้รับจากจำเลยทั้งสองดังกล่าวนั้นกำหนดจากราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมยังไม่ได้รวมค่าพัฒนาที่ดิน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 9 วรรคสี่ ที่ให้กำหนดราคาที่ดินโดยให้ถือราคาตามมาตรา 21(2) คือราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่หรือ (3)คือราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมหลักเกณฑ์ในบทบัญญัติมาตรา 9 วรรคสี่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ใช้บังคับมิได้การกำหนดค่าทดแทนที่ดินให้แก่โจทก์โดยถือตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมนอกจากจะขัดต่อรัฐธรรมนูญแล้วยังไม่เป็นธรรมแก่โจทก์ ในการกำหนดราคาที่ดินที่ถูกเวนคืนของโจทก์จึงต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 21(1)

ถึง (5) โจทก์ได้พัฒนาที่ดินแล้วทำให้ราคาที่ดินของโจทก์สูงขึ้น กล่าวคือเดิมสภาพที่ดินในบริเวณที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนดังกล่าวนั้นมีสภาพเป็นที่ลุ่ม มีระดับต่ำกว่าถนนรัชดาภิเษกประมาณ 2 เมตร ต่อมาประมาณปี 2528โจทก์เตรียมการที่จะปลูกสร้างบ้านเรือนบนที่ดินแปลงดังกล่าวบางส่วนเพื่อใช้อยู่อาศัย โจทก์จึงถมดินบนที่ดินทั้งแปลงรวม 21 โฉนดเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่เศษ ถมสูงกว่าระดับถนนรัชดาภิเษกประมาณ1 เมตร และได้บดอัดดินให้แน่นและเสมอกันตลอดทั้งบริเวณเสียค่าใช้จ่ายไปเป็นเงินทั้งสิ้น 4,000,000 บาท และเนื่องจากสภาพที่ดินเดิมของโจทก์เป็นที่ดินที่ยังไม่ได้มีการพัฒนาและเป็นที่ลุ่ม แต่ที่ดินอยู่ติดกับถนนรัชดาภิเษก ซึ่งเป็นย่านธุรกิจการค้ามีความเจริญ ที่ดินในบริเวณนั้นที่ยังไม่ได้มีการพัฒนามีราคาเฉลี่ยตารางวาละ 20,000 บาท ตามราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และราคาท้องตลาดที่มีการซื้อขายกันในบริเวณใกล้เคียงในขณะที่พระราชกฤษฎีกาฯ

ใช้บังคับมีราคาโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าตารางวาละ35,000 บาท ถึง 45,000 บาท เมื่อโจทก์ได้ทำการพัฒนาที่ดินแล้วทำให้ราคาที่ดินที่ถูกเวนคืนของโจทก์ มีราคาเพิ่มขึ้นเป็นตารางวาละ35,000 บาท ถึง 45,000 บาท ตามราคาซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาด ซึ่งได้ทำการซื้อขายกันในบริเวณย่านถนนรัชดาภิเษกในช่วงระยะเวลาที่โจทก์ทำการพัฒนาที่ดินแล้วเสร็จ แต่โจทก์ขอคิดเพียงตารางวาละ 35,000 บาท ที่ดินของโจทก์จึงมีราคาเพิ่มสูงขึ้นกว่าราคาที่ดินที่ยังไม่ได้มีการพัฒนาอีกตารางวาละ15,000 บาท ที่ดินโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่รวม 2 ไร่ 3 งาน 42 ตารางวาจึงมีราคาเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงิน 17,130,000 บาทต่อมาในปี 2529โจทก์ได้เตรียมการที่จะปลูกสร้างบ้านได้เสียค่าใช้จ่ายในการเขียนแบบแปลนบ้านไปเป็นเงิน 50,000 บาท ที่ดินส่วนที่เหลืออีก1 ไร่ 3 งาน 89 ตารางวา

มีสภาพอยู่ในทางด่วนที่ยกระดับและเป็นแปลงเล็กแปลงน้อย ไม่อาจใช้ประโยชน์ใด ๆ ได้ ราคาที่ดินของโจทก์ดังกล่าวจึงมีราคาลดลง โดยไม่มีราคาเลยหรือราคาต่ำมากโจทก์ขอคิดราคาในส่วนที่ดิน ราคาลดลงในราคาตารางวาละ20,000 บาท รวมเป็นเงิน 15,780,000 บาท ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่ 2 ไร่ 3 งาน 42 ตารางวา เป็นเงินทั้งสิ้น39,970,000 บาท รวมเงินค่าทดแทนที่โจทก์ควรได้รับทั้งสิ้น55,750,000 บาท โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสองแล้วเป็นเงิน 17,245,000 บาท จึงยังคงขาดอยู่อีกเป็นเงิน38,505,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินจำนวน 38,505,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี

จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ชำระเงินค่าทดแทนคือวันที่ 19 พฤษภาคม 2532 จนถึงวันฟ้อง เวลา 1 ปี 5 เดือน 15 วันเป็นเงิน 5,614,772.45 บาท และดอกเบี้ยจากต้นเงินดังกล่าวในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยทั้งสองให้การว่า ฟ้องโจทก์ในส่วนที่ให้จำเลยทั้งสองจ่ายเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือจากการถูกเวนคืนราคาลดลงจำนวน 1 ไร่ 3 งาน 89 วา เป็นเงิน 15,780,000 บาท นั้นโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะโจทก์ไม่เคยเรียกร้องค่าทดแทนในส่วนนี้มาก่อน เงินค่าทดแทนในส่วนนี้จึงยังไม่ผ่านการพิจารณาของเจ้าหน้าที่เวนคืนอสังหาริมทรัพย์ และไม่ผ่านการพิจารณาอุทธรณ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องร้องต่อศาลตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 และที่ดินส่วนที่เหลือจากการถูกเวนคืนก็ยังสามารถใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์เดิมได้

เพราะโจทก์ประสงค์จะใช้ที่ดินนั้นเป็นที่อยู่อาศัย แม้สร้างทางด่วนยกระดับเสร็จแล้ว ที่ดินส่วนที่เหลือนั้นก็ยังปลูกสร้างที่อยู่อาศัยได้เช่นกัน ที่ดินของโจทก์ไม่ได้อยู่ในย่านการค้าแต่เป็นย่านที่อยู่อาศัย เพราะที่ดินดังกล่าวอยู่ติดถนนรัชดาภิเษก ซึ่งเป็นทางต้นเพราะยังไม่ได้สร้างสะพานลอยข้ามถนนวิภาวดีรังสิตมาเชื่อมต่อกับถนนรัชดาภิเษกฝั่งด้านถนนพหลโยธิน จึงยังไม่มีการจราจรผ่านถนนดังกล่าวริมสองข้างถนนไม่มีการประกอบการค้าหรือก่อสร้างสถานที่ประกอบการค้า ดังนั้น การมีทางด่วนผ่านหรือไม่จึงไม่มีผลทำให้ราคาที่ดินแตกต่างกันมาก ที่โจทก์อ้างว่า ที่ดินของโจทก์ได้พัฒนาแล้วทำให้มีราคาสูงขึ้นกว่าราคาที่ดินที่ยังไม่ได้พัฒนาอีกตารางวาละ15,000 บาท

ไม่เป็นความจริง เพราะโจทก์ถมที่ดินจำนวน4 ไร่ 3 งาน 31 ตารางวา เป็นเงิน 4,000,000 บาทเฉลี่ยแล้วค่าถมดินตารางวาละ 2,071.46 บาท ถึงแม้จะมีการพัฒนาอย่างอื่นอีกก็คงใช้เงินไม่เกินหนึ่งเท่าของค่าถมดินจึงไม่มีทางที่จะทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิมถึงตารางวาละ 15,000 บาทจำเลยที่ 2 ได้กำหนดค่าทดแทนให้โจทก์เป็นเงิน 15,616,000 บาทโดยชอบด้วยเหตุผลและวัตถุประสงค์ในการเวนคืนและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้วรวมเป็นเงินค่าทดแทนที่โจทก์ได้รับทั้งสิ้น15,616,000 บาท โจทก์ไม่พอใจจึงอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาแล้วเห็นชอบตามที่คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์เสนอว่าที่ดินของโจทก์ทั้ง 21 โฉนด

ติดเป็นที่ดินแปลงเดียวกันและยังมิได้มีการแบ่งเป็นซอย จึงกำหนดค่าทดแทนแบ่งได้เป็นสองส่วนคือส่วนที่ติดกับถนนรัชดาภิเษกระยะ 20 เมตร และส่วนที่เกิน 20 เมตรคิดค่าทดแทนเพิ่มให้โจทก์อีก 1,629,000 บาท รวมเงินค่าทดแทนและเงินเพิ่มตามคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นเงินทั้งสิ้น 17,245,000 บาท ซึ่งโจทก์ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวไปแล้ว อัตราดอกเบี้ยสูงสุดของเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในขณะที่มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้โจทก์ไม่ถึงร้อยละ 10 ต่อปีที่โจทก์คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่19 พฤษภาคม 2532 จนถึงวันฟ้องไม่ถูกต้อง เพราะโจทก์มิได้รับเงินค่าทดแทนในวันดังกล่าว แต่ได้มีการจ่ายเงินค่าทดแทนให้โจทก์เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2532 จึงต้องนับแต่วันที่ 26 พฤษภาคม 2532เมื่อจำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดจ่ายเงินค่าทดแทนเพิ่ม จึงไม่ต้องรับผิดในดอกเบี้ย

การเวนคืนที่ดินในครั้งนี้เพื่อสร้างทางด่วนพิเศษสายบางโคล่-แจ้งวัฒนะ จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติโจทก์ควรจะเสียสละประโยชน์ส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวมและได้รับค่าทดแทนถึง 17,245,000 บาท เมื่อเทียบกับราคาที่ดินขณะที่โจทก์ได้มาเมื่อปี 2530 ได้มีการตีราคากันไว้ไม่ถึง2,500,000 บาท ค่าทดแทนที่โจทก์ได้รับเหมาะสมและเป็นธรรมแก่โจทก์แล้ว ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นกำหนดเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ติดถนนรัชดาภิเษก15 แปลง เนื้อที่ 903 ตารางวา ราคาตารางวาละ 30,000 บาทเป็นเงิน 27,090,000 บาท ที่ดินที่ไม่ติดถนน 6 แปลง เนื้อที่ 239ตารางวา ราคาตารางวาละ 10,000 บาท เป็นเงิน 2,390,000 บาทรวมเป็นเงินค่าทดแทนทั้งสิ้น 29,480,000 บาท

โจทก์ก็ได้รับเงินค่าทดแทนแล้ว 17,245,000 บาทจำเลยต้องชำระเงินค่าทดแทนแก่โจทก์เพิ่มอีก 12,235,000 บาท ส่วนเงินค่าทดแทนที่ดินส่วนที่เหลือที่โจทก์อ้างว่าราคาลดลงนั้น โจทก์ไม่ติดใจอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯ ข้อนี้ตามมาตรา 25โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลตามมาตรา 26 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระเงิน 12,235,000 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่จำเลยทั้งสองต้องชำระเพิ่มขึ้น แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จทั้งนี้ดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 5,614,772.45 บาท

นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ และ จำเลย ทั้ง สอง ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ในเบื้องต้นว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินรวม 21 โฉนด ที่ดินดังกล่าวมีเขตติดต่อเป็นผืนเดียวกันรวมเนื้อที่ 4 ไร่ 3 งาน 31 ตารางวา ตั้งอยู่ตำบลบางเขนฝั่งใต้อำเภอบางซื้อ และตำบลลาดยาว (บางเขนฝั่งใต้) อำเภอบางเขน(บางซื่อ) กรุงเทพมหานคร ตามเอกสารหมาย จ.1 ถึง จ.21 เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2530 ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืนในท้องที่อำเภอปากเกร็ด อำเภอเมืองนนทบุรีจังหวัดนนทบุรี และเขตบางเขน เขตดุสิต เขตพญาไท เขตปทุมวันเขตบางรัก เขตยานนาวา เขตห้วยขวาง เขตบางกะปิ เขตพระโขนงกรุงเทพมหานคร

พ.ศ. 2530 ตามเอกสารหมาย ล.1 มีผลใช้บังคับวันที่ 1 มกราคม 2531 ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืนเนื้อที่ 2 ไร่3 งาน 42 ตารางวา จำเลยทั้งสองกำหนดเงินค่าทดแทนให้โจทก์เป็นเงิน 15,616,000 บาท โจทก์ไม่พอใจในจำนวนเงินค่าทดแทนที่จำเลยทั้งสองกำหนดให้ดังกล่าว จึงได้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้กำหนดเงินค่าทดแทนแก่โจทก์เพิ่มขึ้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์เพิ่มขึ้น 1,629,000 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนที่โจทก์ได้รับทั้งสิ้น 17,245,000 บาทมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ที่ศาลชั้นต้นไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขฟ้องนั้นชอบหรือไม่

โจทก์ยื่นคำร้องขอแก้ไขฟ้องภายหลังจากวันชี้สองสถานเพื่อขอเพิ่มเติมจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินอันเป็นการเพิ่มเติมทุนทรัพย์ตามฟ้องโดยอ้างว่าภายหลังจากวันชี้สองสถานแล้วได้มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 ออกใช้บังคับเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ของการกำหนดค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืน เห็นว่า โจทก์อ้างมาในฟ้องตั้งแต่แรกแล้วว่าการกำหนดค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 21(1) ถึง (5) และเมื่อคำนึงหลักเกณฑ์ตามมาตรา 21(1) ถึง (5) แล้ว โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนที่ดินทั้งสิ้นเป็นเงิน 55,750,000 บาท อันเป็นหลักเกณฑ์ของการกำหนดค่าทดแทนที่ดินซึ่งแก้ไขโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 ข้อ 1 จำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ขอเรียกตามฟ้องและจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินที่ขอเพิ่มตามคำร้องขอแก้ไขฟ้องนั้นอาศัยหลักเกณฑ์เดียวกันคือมาตาม 21(1)

ถึง (5) โจทก์สามารถที่จะขอแก้ไขได้ก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่ายี่สิบเอ็ดวัน และเนื้อหาสาระที่ขอแก้ไขมิใช่ปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คำร้องขอแก้ไขฟ้องของโจทก์จึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 180ที่ศาลล่างทั้งสองไม่อนุญาตให้โจทก์แก้ไขฟ้องนั้นชอบแล้วมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยทั้งสองต่อไปว่าโจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นหรือไม่ เห็นว่า ในขณะคดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นได้มีประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ ฉบับที่ 44 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ออกใช้บังคับซึ่งข้อ 1 บัญญัติให้ยกเลิกความในวรรคสี่และวรรคห้าของมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

พ.ศ. 2530 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "ในการกำหนดราคาเบื้องต้นของอสังหาริมทรัพย์และจำนวนเงินค่าทดแทน ให้คณะกรรมการกำหนดโดยอาศัยหลักเกณฑ์ตามมาตรา 18มาตรา 21 มาตรา 22 และมาตรา 24" และข้อ 5 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า บทบัญญัติมาตรา 9 วรรคสี่และวรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ให้มีผลใช้บังคับแก่การเวนคืนซึ่งการกำหนดราคาเบื้องต้น การจัดซื้อการจ่ายหรือการวางเงินค่าทดแทน การอุทธรณ์หรือการฟ้องคดียังไม่เสร็จเด็ดขาดในวันที่ประกาศคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติฉบับนี้ใช้บังคับด้วย ดังนั้นในการกำหนดเงินค่าทดแทนให้แก่ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งที่ดินที่ต้องเวนคืนนั้นศาลต้องพิจารณาโดยคำนึงถึง (1)

ถึง (5) ของมาตรา 21 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 คือคำนึงถึงราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินที่จะต้องเวนคืนในวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกา ราคาของอสังหาริมทรัพย์ที่มีการตีราคาไว้เพื่อประโยชน์แก่การเสียภาษีบำรุงท้องที่ ราคาประเมินทุนทรัพย์เพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสภาพและที่ตั้งของอสังหาริมทรัพย์นั้น เหตุและวัตถุประสงค์ของการเวนคืน ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกเวนคืนและสังคมที่ดินของโจทก์ทั้ง 21 โฉนด ตั้งอยู่ติดต่อเป็นผืนเดียวกันและตั้งอยู่ริมถนนรัชดาภิเษกมีโครงการสร้างสะพานเชื่อมถนนรัชดาภิเษกทั้ง 2 ฝั่ง ที่ดินบริเวณดังกล่าวกำลังได้รับการพัฒนาเป็นย่านที่พักอาศัย และอาคารสำนักงาน

ราคาที่ดินย่อมสูงขึ้นกว่าราคาประเมินเพื่อเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม และได้ความด้วยว่าโจทก์ได้พัฒนาที่ดินโดยถมที่ดินมีความสูงกว่าถนนรัชดาภิเษกประมาณ 1 เมตร เพื่อปลูกบ้านอยู่อาศัยราคาที่ดินของโจทก์จึงสูงขึ้นอย่างแน่นอน และเนื่องจากที่ดินของโจทก์มีสภาพติดต่อเป็นผืนเดียวกัน ด้านติดกับถนนรัชดาภิเษกยางประมาณ 189 เมตร และที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเนื้อที่รวม 2 ไร่ 3 งาน 42 ตารางวา สามารถใช้ประโยชน์ในลักษณะเดียวกันได้ทั้งหมด จึงน่าเชื่อว่าราคาที่ซื้อขายกันตามปกติในท้องตลาดของที่ดินของโจทก์ที่จะต้องเวนคืนตามที่เป็นอยู่ในวันที่ 1 มกราคม 2531 อันเป็นวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ มีราคาเฉลี่ยใกล้เคียงตารางวาละ 30,000 บาท ตามที่โจทก์อุทธรณ์ขอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

เมื่อคำนึงถึงหลักเกณฑ์ตามมาตรา 21(1) ถึง (5) ประกอบกันแล้ว ค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนซึ่งเป็นธรรมแก่โจทก์ผู้ถูกเวนคืนและสังคมคือราคาเฉลี่ยตารางวาละ 30,000 บาท ที่ดินของโจทก์ถูกเวนคืน2 ไร่ 3 งาน 42 ตารางวา เป็นเงินค่าทดแทนทั้งสิ้น34,260,000 บาท โจทก์ได้รับเงินแล้ว 17,245,000 บาทโจทก์จึงมีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มอีก 17,015,000 บาทที่โจทก์ฎีกาขอให้กำหนดเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินส่วนที่เหลือเนื้อที่ 1 ไร่ 3 งาน 89 ตารางวา ราคาลดลงตารางวาละ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 15,780,000 บาท จำเลยทั้งสองจะต้องจ่ายให้แก่โจทก์ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530มาตรา 21 วรรคสามนั้น เห็นว่าตามคำอุทธรณ์ของโจทก์เอกสารหมาย

จ.23 ได้ระบุว่า ที่ดินส่วนที่เหลือไม่สามารถทำประโยชน์ในกิจการที่เหมาะสมอีกต่อไป เนื่องจากต้องตกอยู่ใต้ทางด่วนซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์อย่างยิ่ง และข้อความดังกล่าวโจทก์ได้กล่าวอ้างรวมมากับข้อเรียกร้องให้ชำระเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเพิ่มเติม เห็นได้ว่าโจทก์ประสงค์จะเรียกเงินค่าทดแทนที่ดินของโจทก์ในส่วนที่ราคาลดลงด้วย ถือว่าโจทก์ได้ร้องขอให้รัฐมนตรีฯ พิจารณาเกี่ยวกับที่ดินของโจทก์ส่วนที่เหลือราคาลดลงแล้วโจทก์จึงมีสิทธินำคดีส่วนนี้มาฟ้องต่อศาลตามมาตรา 26แต่ได้ความว่าที่ดินส่วนที่เหลือจากการเวนคืนของโจทก์มีเนื้อที่ถึง1 ไร่ 3 งาน 89 ตารางวา โจทก์สามารถทำการก่อสร้างเป็นบ้านพักอาศัยหรือปลูกสร้างอาคารพาณิชย์ได้และการเข้าออกที่ดินส่วนที่เหลือนี้ยังคงเข้าออกได้เหมือนเดิม

นอกจากนี้ที่ดินที่เหลือนี้ก็อยู่ติดกับทางลงของทางด่วนสายนี้ ทำให้การเดินทางมายังที่ดินส่วนที่เหลือสะดวกยิงขึ้น ทั้งโจทก์นำสืบให้เห็นไม่ได้ว่าที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์ราคาลดลงอย่างไรศาลฎีกาเชื่อว่าที่ดินส่วนที่เหลือของโจทก์ราคาไม่ลดลงจึงไม่กำหนดเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์ส่วนเรื่องดอกเบี้ยจำเลยทั้งสองฎีกาว่า

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 905 ต่อปี นับแต่วันที่19 พฤษภาคม 2532 เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดกฎหมายกำหนดไว้ร้อยละ 7.5 ต่อปี และจะต้องเสียดอกเบี้ยนับแต่วันที่ทราบคำพิพากษาที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนเพิ่มตามคำพิพากษา เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์พ.ศ. 2530 มาตรา 26 วรรคสาม บัญญัติว่าในกรณีที่รัฐมนตรีหรือศาลวินิจฉัยให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นให้ผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนได้รับดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินในจำนวนเงินที่เพิ่มขึ้นทั้งนี้ นับแต่วันที่ต้องมีการจ่ายหรือวางเงินค่าทดแทนนั้น และมาตรา 11 วรรคหนึ่ง

บัญญัติว่าในกรณีที่มีการตกลงซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันได้ตามมาตรา 10 ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่จ่ายเงินค่าอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวทั้งหมดให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขาย ปรากฏว่าโจทก์กับจำเลยได้ทำซื้อขายอสังหาริมทรัพย์กันตามมาตรา 10 เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2532 ตามสำเนาสัญญาซื้อขายฯ เอกสารหมายจ.22 นับแต่วันดังกล่าวไปอีกหนึ่งร้อยยี่สิบวัน ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่จำเลยจะต้องจ่ายเงินให้แก่โจทก์คือวันที่ 6 กันยายน 2532อันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคสามโจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันดังกล่าวในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประจำของธนาคารออมสินมิใช่นับแต่วันที่โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ส่วนจะได้รับอัตราเท่าใดต้องเป็นไปตามประกาศของธนาคารออมสินที่ประกาศอัตราดอกเบี้ยขึ้นลง แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 9.5 ต่อปีตามคำขอของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจึงไม่ถูกต้องพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน17,015,000 บาท ให้แก่โจทก์พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสินแต่ไม่เกินร้อยละ 9.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 6 กันยายน 2532 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

Matter details

Panel of judges
ทองเลื่อน พูลพิพัฒน์ · สุทธิ นิชโรจน์ · ยรรยง ปานุราช
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4269/2565

แม้จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจะมิได้ยกปัญหาว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายขึ้นอ้างในคำให้การ แต่กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จำเลยและจำเลยร่วมทั้งสามจึงยกขึ้นฎีกาได้ตาม ป.ว…

Supreme Court Judgment No. 746/2563

การที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไว้ต่อศาลชั้นต้นโดยขอลดจำนวนทุนทรัพย์จาก 3,000,000 บาท ลงเหลือ 300,000 บาท มิใช่เป็นการแก้ไขประเด็นในอุทธรณ์ ย่อมไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบ การขอแก้ไขเพิ่มเติม…

Supreme Court Judgment No. 15722/2558

การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำฟ้องของโจทก์ให้บริบูรณ์เพื่อแสดงและยืนยันตัวบุคคลว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน เมื่อ"นายสมเกียรติ" กับ "นายสมเกียรติ์" เป็นบุคคลคนเดียวกัน การขอแก้ไขเพิ่มเติมชื่อนายสมเกียรติ์เข้ามา จึงม…

Supreme Court Judgment No. 12437/2558

คดีก่อนและคดีนี้โจทก์ฟ้องโดยมีข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาอย่างเดียวกัน แต่คดีนี้อ้างเพิ่มเติมว่า การที่จำเลยกับพวกเพิกเฉยไม่ไปจดทะเบียนให้ที่ดินพิพาทตกเป็นภาระจำยอมแก่ที่ดินของโจทก์ เป็นเหตุให้สถ…

Supreme Court Judgment No. 10811/2558

สาระสำคัญในคำฟ้องภายหลังที่โจทก์ขอแก้ไขคำฟ้องคือ โจทก์ได้ทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องในการรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทตามสัญญาจะซื้อขายที่ทำกับจำเลย ให้แก่บริษัท อ. ในราคา 370,000,000…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up