คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้องจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธต่อมาโจทก์ถอนฟ้องสำหรับคดีจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นอนุญาตและพิจารณาเฉพาะคดีของจำเลยที่ 4 ต่อไปศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องคดีสำหรับจำเลยที่ 4โจทก์อุทธรณ์ว่าศาลชั้นต้นมิได้หยิบยกคำเบิกความของพยานจำเลย2 ปากมาประกอบการวินิจฉัย เป็นการมิชอบด้วยการชั่งน้ำหนักคำพยานศาลอุทธรณ์เห็นว่าอุทธรณ์โจทก์เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ที่แก้ไขแล้วพิพากษาให้ยกอุทธรณ์โจทก์โจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัย่า "ตามฎีกาข้อแรกของโจทก์ที่ว่า ศาลชั้นต้นรับฟังข้อเท็จจริงว่ามีการปลดหนี้ให้แก่จำเลยที่ 4 เป็นการรับฟังข้อเท็จจริงนอกฟ้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ฎีกาข้อนี้เป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย แต่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วแต่ในศาลอุทธรณ์ เพิ่งจะยกขึ้นในชั้นฎีกาต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 195 ประกอบกับมาตรา 225 ฎีกาข้อนี้แม้จะเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยก็ตาม
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่าไม่สมควรรับวินิจฉัยให้ส่วนฎีกาข้อสองของโจทก์ที่ว่า ศาลชั้นต้นมิได้หยิบยกคำเบิกความของพยานจำเลยบางปากมาวินิจฉัยเป็นการฟังข้อเท็จจริงผิดต่อกฎหมายอันเป็นปัญหาข้อกฎหมายมิใช่ปัญหาข้อเท็จจริงดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนั้น เห็นว่าการโต้เถียงดุลพินิจในการวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานของศาลเป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงพ.ศ. 2499 มาตรา 22 ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
Result
พิพากษายืน.