คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่นาตาม ส.ค.1 เลขที่ 43 จากจำเลยโดยทำหนังสือซื้อขายกันเอง โจทก์ครอบครองต่อมา จำเลยบุกรุก ขอให้ศาลแสดงว่าที่นาพิพาทโจทก์เป็นเจ้าของมีสิทธิครอบครอง ฯลฯจำเลยให้การว่า ไม่เคยขายให้โจทก์ พ.ศ. 2504 จำเลยขายฝากโจทก์ไว้เป็นเงิน 2,400 บาท สัญญาไถ่ภายใน 10 วัน ต่อมา 8 วันจำเลยนำเงินไปไถ่ โจทก์ขอทำอีก 1 ปี ส่วนเงิน 2,400 บาท ถือว่าเป็นเงินจำเลยยืมมา ปีต่อมาจำเลยขอไถ่ โจทก์กลับขอซื้อ จำเลยไม่ยอมขายเป็นดังนี้มาทุกปี จน พ.ศ. 2509 จำเลยขอไถ่ โจทก์ก็ว่าจำเลยขายให้โจทก์แล้ว จำเลยมิได้เจตนาสละการครอบครอง สัญญาขายฝากเป็นโมฆะ ฯลฯศาลชั้นต้นให้งดสืบพยาน พิพากษาว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองแล้วห้ามจำเลยและบริวารเกี่ยวข้อง ฯลฯจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาคดีฟังได้ว่าโจทก์จำเลยทำหนังสือสัญญากันเอง โดยมิได้จดทะเบียนให้ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า แม้สัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะแต่ก็ยังมีผลเป็นการแสดงถึงพฤติการณ์ของโจทก์จำเลยเกี่ยวกับนาพิพาทซึ่งไม่มีหนังสือสำคัญสำหรับที่ดิน ว่ามีเจตนาต่อกันอย่างไร หนังสือสัญญานี้ ในตอนต้นมีข้อความว่า จำเลยขายนาพิพาทให้โจทก์ และได้รับชำระราคาจากโจทก์เป็นการถูกต้องแล้ว แต่ในตอนท้ายกล่าวว่า "ให้ผู้ขายตรึกตรองและตกลงปลงใจพิจารณาอยู่ภายใน 10 วันนับตั้งแต่วันทำหนังสือนี้เป็นต้นไป ถ้าพ้นจากภายใน 10 วันแล้ว ที่ดินนาดังกล่าวแล้วให้นายบุ่ง กลมเกลียว (โจทก์) ครอบครองต่อไป" ฉะนั้น ถึงหากจำเลยได้มอบที่นาให้โจทก์ครอบครองตั้งแต่วันทำสัญญานั้น ก็ไม่พอฟังว่าจำเลยสละการครอบครองให้แก่โจทก์ไปในทันใดนั้นแล้ว เพราะยังอยู่ในระหว่างที่จำเลยจะตัดสินใจต่อไป
นอกจากนี้จำเลยได้ให้การต่อสู้คดีว่า ต่อจากวันขายฝาก 8 วัน จำเลยได้นำเงินไปขอไถ่ แต่โจทก์ยังไม่รับเงิน ให้จำเลยเอาไว้เป็นเงินยืมจากโจทก์ โดยโจทก์ขอทำนาพิพาทต่างดอกเบี้ยไปก่อน เป็นการโต้เถียงว่าโจทก์เพียงแต่เป็นผู้ยึดถือครอบครองนาพิพาทแทนจำเลยอยู่ต่อมา เพราะจำเลยได้จัดการไถ่ภายในกำหนด 10 วัน และโจทก์จำเลยตกลงกันใหม่เพื่อให้โจทก์ทำนาต่างดอกเบี้ยเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เป็นการครอบครองเป็นของโจทก์เองฉะนั้น คดีจะต้องให้คู่ความสืบพยานเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงต่อไปจึง
Result
พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นสืบพยานและทำการพิจารณาพิพากษาคดีใหม่ตามรูปคดี