คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์จำเลยเข้าหุ้นส่วนสามัญไม่จดทะเบียนเพื่อประกอบการค้าซื้อกระบือมีชีวิตส่งไปจำหน่าย โดยมีข้อสัญญาว่า เมื่อสิ้นปีปฏิทินจะคิดบัญชีกำไรขาดทุนกันโจทก์ลงทุน ๖๒,๕๐๐ บาท ต้นปี ๒๕๐๘ โจทก์ได้บอกให้จำเลยคิดบัญชีกำไรขาดทุนกันจำเลยไม่ยอมคิด ฯลฯ ขอให้ศาลพิพากษาให้เลิกห้างหุ้นส่วนระหว่างโจทก์จำเลย และให้จำเลยชำระเงิน ๖๒,๕๐๐ บาทกับให้จำเลยเสียดอกเบี้ย
จำเลยให้การปฏิเสธว่า จำเลยได้ดำเนินกิจการเป็นส่วนตัว ฯลฯ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เลิกห้างหุ้นส่วนและตั้งจ่าศาลซึ่งเป็นเจ้าพนักงานบังคับดคีเป็นผู้ชำระบัญชีให้จำเลยชำระเงิน ๖๒,๕๐๐ บาทกับดอกเบี้ย
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้อง
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังว่าโจทก์จำเลยได้เข้าหุ้นกันซื้อโคกระบือส่งไปขายเพื่อเอากำไรแบ่งกันตามส่วนของเงินที่ลงทุน แม้ในสัญญาตกลงเข้าหุ้น จำเลยบอกโจทก์ด้วยว่าถ้ากิจการขาดทุนจะแบ่งเงินเป็นกำไรให้โจทก์ไม่ต่ำกว่าเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท ก็เป็นแต่เพียงคำรับรองของจำเลยต่อโจทก์เท่านั้น มิใช่ว่ากรณีจะไม่เข้าบทบัญญัติมาตรา ๑๐๒๕ แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์อันโจทก์จะไม่ต้องรับผิดชอบสำหรับหนี้ของห้างหุ้นส่วนต่อบุคคลภายนอกหามิได้เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้หนึ่งบอกเลิกห้างหุ้นส่วนแล้ว ห้างหุ้นส่วนนี้ย่อมต้องเลิกกันและตั้งผู้ชำระบัญชีขึ้น สำหรับคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยคืนเงินลงทุนของโจทก์ ๖๒,๕๐๐ บาทนั้นเนื่องจากจะต้องมีการชำระบัญชีของห้างหุ้นส่วนเสียก่อนจึงเป็นเรื่องที่จะสังคืนให้โจทก์ในชั้นนี้ไม่ได้
Result
พิพากษากลับ โดยพิพากษาให้เลิกห้างหุ้นส่วนสามัญของโจทก์จำเลยและตั้งจ่าศาลจังหวัดอุบลราชธานีเป็นผู้ชำระบัญชี.