Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 115/2509

พ.ศ. 2509 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ศาลชั้นต้นเห็นว่า โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบพาดพิงว่าจำเลยที่ 3 ได้เกี่ยวข้องกับการยักยอกตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ฟ้องดังนี้ เท่ากับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำการตามที่โจทก์ฟ้อง มิได้ฟังว่าจำเลยที่3 กระทำการตามที่โจทก์ฟ้องแล้วแต่เห็นว่าการกระทำนั้นไม่เป็นผิดกฎหมายดังนั้น อุทธรณ์ของโจทก์ที่ว่าศาลชั้นต้นก็ได้สั่งว่าคดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1-2 ฉะนั้นมูลคดีที่โจทก์กล่าวหาในฟ้องเป็นฐานความผิดเดียวกันการกระทำของจำเลยทั้ง 3 เป็นกรณีเดียวกันซึ่งเข้าข้อกฎหมายเข้าในเหตุลักษณะคดีคดีของโจทก์ต้องมีมูลทั้ง 3 คนนั้น จึงเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ข้อที่ว่าตั๋วสัญญาใช้เงินไม่ใช่ตั๋วใช้เงินธรรมดาแต่เป็นตั๋วมีเงื่อนไขให้หักเงินค่าจ้างจากผลงานชดใช้เงินตามตั๋วได้ซึ่งจำเลยก็ทราบดี เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ข้อที่ว่า เท่าที่โจทก์นำพยานบุคคลและพยานเอกสารเข้าสืบต่อศาล พอฟังได้ว่าในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าคดีโจทก์มีมูล ก็เป็นการเถียงข้อเท็จจริง

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 Section 22 ป.วิ.อ. Section 170

คำฟ้องและคำให้การ

คดีนี้

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 รับเหมาก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็กสายกรุงเทพ - นครปฐม ไว้จากกรมทางหลวงแผ่นดินต่อมาจำเลยที่ 1 ตกลงจ้างโจทก์ให้ทำการขุดทราย ฯลฯ มาทำถนนสายที่จำเลยที่ 1 รับเหมาตามสัญญานี้จำเลยที่ 1 ต้องจ่ายเงินล่วงหน้าให้โจทก์สองล้านบาทเพื่อใช้จ่ายในกิจการที่รับจ้าง ต่อมาจำเลยจ่ายให้เพียง 1,350,000 บาท การที่โจทก์รับเงินล่วงหน้าจากจำเลยที่ 1โจทก์ได้นำหลักทรัพย์ประกัน คือ ทะเบียนเรือ 1 ฉบับ ตั๋วสัญญาใช้เงินรวม 2 ฉบับ ฉบับหนึ่งราคา 500,000 บาท อีกฉบับหนึ่งราคา 650,000 บาท มอบให้จำเลยที่ 1 รับไว้เป็นประกัน มีข้อตกลงและเป็นที่เข้าใจกันว่า เมื่อทั้งสองฝ่ายคิดบัญชีเรื่องงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าโจทก์จะต้องจ่ายเงินคืนแก่จำเลยที่ 1 เท่าใด

ก็ให้เบิกจากหลักประกันที่โจทก์ให้ไว้ คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินต่อมาจำเลยไม่จ่ายค่าจ้างตามผลงานที่โจทก์ทำได้ทุก 7 วัน เป็นเหตุให้การงานของโจทก์ต้องเสียหาย โจทก์ได้ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งให้จำเลยที่ 1 ทราบว่าจำเลยที่ 1 ผิดสัญญา ต้องรับผิดต่อโจทก์โจทก์ได้ห้ามมิให้จำเลยที่ 1 นำตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 2 ฉบับ ไปใช้ เพราะจำเลยที่ 1 ต้องใช้ค่าจ้างและค่าเสียหายแก่โจทก์เกือบสิบล้านบาทระหว่างวันที่ 22 ตุลาคม 2507 ถึงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2507 จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ร่วมกันยักยอกตั๋วสัญญาใช้เงินทั้ง 2 ฉบับไปเป็นประโยชน์ของจำเลยที่ 1 โดยสลักหลังโอนให้ธนาคารแห่งอินโดจีนเรียกเก็บจากธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยา 1,150,000 บาท ตามตั๋วสัญญาใช้เงินนั้น

อันเป็นการยักยอกหนังสือหลักประกันหนี้ซึ่งโจทก์มอบให้จำเลยที่ 1 รับมอบไว้ ธนาคารแห่งกรุงศรีอยุธยาได้ทราบความจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิด จึงไม่ยอมจ่ายเงินให้ตามหนังสือสัญญาใช้เงิน จำเลยร่วมกันทุจริตทำการยักยอกนั้นขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 80, 83, 352, 353ศาลชั้นต้นรับประทับฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 1 ที่ 2 คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ไม่รับประทับฟ้องโจทก์อุทธรณ์คำสั่งเฉพาะที่สั่งไม่รับฟ้องคดีสำหรับจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นสั่งว่าอุทธรณ์โจทก์เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 22 ไม่รับอุทธรณ์โจทก์อุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาว่า

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ว่าสมคบร่วมกันกระทำผิดต่อกฎหมายฐานยักยอกทรัพย์ ศาลชั้นต้นสั่งว่าคดีมีมูลสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อมูลคดีที่โจทก์กล่าวหาในฟ้องเป็นฐานความผิดเดียวกัน และการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นกรณีเดียวกันซึ่งเข้าข้อกฎหมายเข้าในลักษณะคดีแล้ว คดีของโจทก์มีมูลทั้ง 3 คนที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่มีมูลสำหรับจำเลยที่ 3 จึงไม่ถูกต้องและเป็นปัญหาข้อกฎหมายนั้นศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบพาดพิงว่าจำเลยที่ 3 เกี่ยวข้องกับการยักยอกตั๋วสัญญาใช้เงินเท่ากับฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำการตามที่โจทก์ฟ้องมิได้ฟังว่าจำเลยที่ 3 ได้กระทำการตามที่โจทก์ฟ้องแต่เห็นว่าการกระทำนั้นไม่เป็นผิดตามกฎหมาย จึงเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงข้อที่โจทก์ฎีกาว่าตั๋วสัญญาใช้เงินที่โจทก์ให้ธนาคารกรุงศรีอยุธยาจำกัด

ออกและมอบให้จำเลยไว้ไม่ใช่ตั๋วสัญญาใช้เงินธรรมดา แต่เป็นตั๋วมีเงื่อนไขให้หักเงินจากผลงานชดใช้เงินตามตั๋วได้ ซึ่งจำเลยที่ 3 ย่อมทราบดีนั้น ก็เป็นข้อเท็จจริงข้อที่โจทก์ว่า เท่าที่โจทก์นำพยานบุคคลและพยานเอกสารเข้าสืบต่อศาลพอฟังได้ในชั้นไต่สวนมูลฟ้องว่าคดีโจทก์มีมูล ไม่ชอบที่ศาลชั้นต้นจะสั่งว่าไม่มีมูล เห็นว่าโจทก์จะเถียงไม่ได้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์พอฟังได้ว่าคดีมีมูล เพราะเป็นการเถียงข้อเท็จจริงคดีนี้ศาลชั้นต้นก็อาศัยแต่ข้อเท็จจริงว่าคดีไม่มีมูล ฉะนั้น "คดีมีมูลหรือไม่" จึงเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อกฎหมายพิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
โพยม เลขยานนท์ · สวัสดิ์ พานิชอัตรา · อรุณ ตินทุกะสิริ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3629/2562

ป.วิ.อ. มาตรา 170 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คำสั่งของศาลที่ให้คดีมีมูลย่อมเด็ดขาด แต่คำสั่งที่ว่าคดีไม่มีมูลนั้น โจทก์มีอำนาจอุทธรณ์ฎีกาได้ตามบทบัญญัติว่าด้วยลักษณะอุทธรณ์ฎีกา" ซึ่งหมายความว่า การอุทธรณ์ห…

Supreme Court Judgment No. 7096/2549

คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลแขวง เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งเป็นศาลแขวงพิพากษายกฟ้อง จึงต้องห้ามมิให้โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงฯ มา…

Supreme Court Judgment No. 116/2505

โจทก์ฟ้องในข้อหาต่างกระทงกันต่อศาลแขวง แม้ข้อหากระทงหนึ่งซึ่งศาลแขวงยกฟ้องจะยุติไปเพราะต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงก็ดี แต่ข้อหากระทงอื่น ซึ่งไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงเพราะไม่ใช่คดีที่อัตราโทษอยู่ใน…

Supreme Court Judgment No. 376/2503

คดีอาญาเกินอำนาจศาลแขวงพิจารณาพิพากษาเมื่อศาลแขวงไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์ย่อมอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงได้ (ประชุมใหญ่ครั้งที่ 6/2503)

Supreme Court Judgment No. 337/2503

คดีที่อยู่ในอำนาจศาลแขวง เมื่อศาลแขวงไต่สวนมูลฟ้อง แล้วพิพากษาว่าคดีโจทก์ไม่มีมูล ให้ยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงไม่ได้ ป.วิ.อ. มาตรา 170 ที่ให้โจทก์อุทธรณ์ฎีกาได้ เมื่อศาลสั่งว่าคดีไม่มีมูลน…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up