Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1144/2549

พ.ศ. 2549 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

เงื่อนไขตามสัญญาซื้อขายเครื่องจักรเพื่อใช้งานในโรงคัดเมล็ดพันธุ์ที่โจทก์ทำกับบริษัท อ. ระบุว่า ผู้ซื้อจะชำระเงินเป็น 4 งวด โดยชำระงวดสุดท้ายเมื่อทดสอบเครื่องจนใช้งานได้ดี นอกจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายจะต้องส่งมอบเครื่องจักรและติดตั้งให้ผู้ซื้อภายในกำหนดแล้ว โจทก์ต้องออกแบบระบบโรงคัดเมล็ดพันธุ์และติดตั้งระบบไฟฟ้าควบคุมเครื่องจักรทั้งหมด ตลอดจนทดสอบเครื่องจักรให้ใช้งานได้ดีด้วย โดยสัญญากำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของเครื่องจักรไว้ว่า ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อทันทีที่ส่งมอบจนกว่าจะมีการส่งมอบงานทั้งหมด ส่วนเงื่อนไขตามสัญญาซื้อขายเครื่องจักรเพื่อใช้ในโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าวที่โจทก์ทำกับบริษัท ร. มีข้อความทำนองเดียวกัน โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ซื้อชำระเงินเป็น 3 งวด โดยมีสัญญาระบุว่าเครื่องจักรดังกล่าวจะถือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขายจนกว่าจะมีการส่งมอบงานเสร็จเรียบร้อย ซึ่งผู้ขายจะต้องทำแบบโครงสร้างและให้คำแนะนำในการติดตั้งเครื่องจักร ทดสอบเดินเครื่องจนใช้งานได้ดี ตลอดจนฝึกสอนเจ้าหน้าที่ของผู้ซื้อจนใช้งานเป็นด้วย สัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าว จึงเป็นสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวได้ทำขึ้นและมีการผ่อนชำระตามสัญญาก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 โจทก์จึงได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 ข้อ 1 (2)

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 458 ป.รัษฎากร Section 80 พ.ร.ฏ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ.2540 Section 1 พ.ร.ฏ.ออกตามความใน ป.รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ.2540 Section 4

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์

จำเลยทั้งสี่ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้แก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับเดือนภาษีตุลาคม 2540 เลขที่ ตป1. 301005290/5/102277 ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2543 และคำวินิจฉัยอุทธรณ์เลขที่ สภ. 1 (อธ. 2)/2545/146 ลงวันที่ 11 มิถุนายน 2546 เฉพาะกรณีการคำนวณภาษีจากเงินค่าสินค้าที่โจทก์ได้รับจากบริษัทแอคมี่คอนสตรัคชั่น จำกัด และบริษัทโรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด โดยให้โจทก์ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรายรับจากบริษัททั้งสองในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ฟ้องโจทก์นอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่เพียงประการเดียวว่า สัญญาลำดับที่ 20 ที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทแอคมี่คอนสตรัคชั่น จำกัด เลขที่ อาร์ อี เอส (เอฟ เอ ซี) 1000/03/97 ลงวันที่ 20 มีนาคม 2540 และสัญญาลำดับที่ 21 ที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายกับบริษัทโรงงานผลิตอาหารไทย จำกัด เลขที่ อาร์ อี เอส (เอฟ เอ ซี) 1261/08/97 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2540 เป็นสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้าโอนไปยังผู้ซื้อทันทีเมื่อได้ส่งมอบ แม้โจทก์ได้ทำสัญญาและมีการผ่อนชำระราคาสินค้านั้นแล้วก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 ก็ตาม โจทก์ก็ไม่ได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากรายรับดังกล่าวในอัตราร้อยละ 7.0 ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 เรื่อง

กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.ฎ. ออกตามความใน ป. รัษฎากร ว่าด้วยการลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 ข้อ 1 (2) หรือไม่ เห็นว่า สัญญาซื้อขายลำดับที่ 20 ทำสัญญาเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2540 ซึ่งมีรายละเอียดของสัญญาว่า ผู้ขายตกลงขายและผู้ซื้อตกลงซื้อขายเครื่องจักรเพื่อใช้งานในโรงคัดเมล็ดพันธุ์ โดยมีรายละเอียดของเครื่องจักรตามเอกสารแนบท้ายสัญญา ในราคารวมภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 รวมเป็นเงิน 2,900,000 บาท มีเงื่อนไขการชำระเงินเป็น 4 งวด งวดที่ 1 ชำระ 20 เปอร์เซ็นต์

เมื่อตกลงสั่งซื้อ งวดที่ 2 ชำระ 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อส่งเครื่องจักรหลักถึงโรงสี งวดที่ 3 ชำระ 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อย และงวดที่ 4 ชำระ 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อทดสอบเครื่องจนใช้งานได้ดี โดยกำหนดส่งของและติดตั้งภายใน 60 วัน หลังจากรับเงินมัดจำงวดที่ 1 แล้ว และสัญญาข้อ 4 ระบุว่า เครื่องจักรเหล่านี้จะถือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขายจนกว่าจะมีการส่งมอบงานทั้งหมด นอกจากนี้ในสัญญาข้อ 7 ยังระบุความรับผิดชอบของผู้ขายไว้ 5 ประการ คือ ออกแบบระบบโรงคัดเมล็ดพันธุ์ให้ทั้งหมด ติดตั้งเครื่องจักรทั้งหมดตามรายละเอียดในใบเสนอราคา ติดตั้งระบบไฟฟ้าควบคุมเครื่องจักรที่ขายให้ทั้งหมด ทดสอบเครื่องจนใช้งานได้ดี และฝึกสอนเจ้าหน้าที่ของผู้ซื้อให้ใช้งานเป็น

จากเงื่อนไขในสัญญาดังกล่าวเห็นได้ว่า นอกจากโจทก์ซึ่งเป็นผู้ขายจะต้องส่งมอบเครื่องจักรและติดตั้งให้ผู้ซื้อภายในกำหนดแล้ว โจทก์ยังต้องออกแบบระบบโรงคัดเมล็ดพันธุ์และติดตั้งระบบไฟฟ้าควบคุมเครื่องจักรทั้งหมด ตลอดจนทดสอบเครื่องจักรให้ใช้งานได้ดีด้วย จึงได้มีการกำหนดเงื่อนไขไว้ในสัญญาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ของเครื่องจักรไว้ว่า ยังไม่โอนไปยังผู้ซื้อทันทีที่ส่งมอบจนกว่าจะมีการส่งมอบงานทั้งหมด สัญญาดังกล่าวจึงเป็นสัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่มีเงื่อนไขว่า กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อทันทีเมื่อได้มีการส่งมอบสินค้าตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 ดังกล่าว ข้อ 1 (2) สำหรับสัญญาซื้อขายลำดับที่ 21 ก็มีการระบุไว้ในสัญญาทำนองเดียวกับสัญญาซื้อขายลำดับที่ 20 คือ เป็นสัญญาซื้อขายเครื่องจักรเพื่อใช้ในโรงงานปรับปรุงคุณภาพข้าว โดยราคาขายเป็นราคาที่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 ไว้แล้ว และมีเงื่อนไขการชำระเงินรวม 3 งวด

งวดที่ 1 ชำระ 30 เปอร์เซ็นต์ เมื่อตกลงสั่งซื้อ งวดที่ 2 ชำระ 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อส่งมอบเครื่องจักรหลักถึงโรงงานผู้ซื้อ และงวดที่ 3 ชำระ 10 เปอร์เซ็นต์ เมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อย โดยมีสัญญาข้อ 4 ระบุว่า เครื่องจักรเหล่านี้จะถือเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ขายจนกว่าจะมีการส่งมอบงานทั้งหมด และกำหนดความรับผิดชอบของผู้ขายในข้อ 7 ว่า จะต้องทดสอบเดินเครื่องจนใช้งานได้ดี ฝึกสอนเจ้าหน้าที่ของผู้ซื้อจนใช้งานเป็น และทำแบบโครงสร้างและให้คำแนะนำในการติดตั้ง สัญญาซื้อขายดังกล่าวจึงมิใช่สัญญาซื้อขายผ่อนชำระที่กรรมสิทธิ์ในสินค้าโอนไปยังผู้ซื้อทันทีเมื่อได้ส่งมอบเช่นเดียวกับสัญญาซื้อขายลำดับที่ 20 สัญญาซื้อขายทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นสัญญาซื้อขายที่กรรมสิทธิ์ในสินค้ายังไม่โอนไปยังผู้ซื้อเมื่อได้ส่งมอบ

เมื่อสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวได้ทำสัญญาและมีการผ่อนชำระตามสัญญาก่อนวันที่ 16 สิงหาคม 2540 โจทก์จึงได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่องประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0 ต่อไป ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2540 ข้อ 1 (2) ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาในปัญหานี้มาชอบแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยทั้งสี่ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นนี้ให้เป็นพับ.

Matter details

Panel of judges
เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ · ทองหล่อ โฉมงาม · ชาลี ทัพภวิมล
Lower court
ศาลภาษีอากร - นายอรรณพ วิทูรากรศาลอุทธรณ์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6200/2545

ขณะโจทก์ทำสัญญารับจ้างเหมาก่อสร้าง โจทก์มีหน้าที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7 ตามมาตรา 3 แห่ง พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 236) พ.ศ. 2534 พ.ศ. 2534 ต่อมามี พ.ร.ฎ. (ฉบับที่ 309) พ.ศ. 2540 กำหนดให้ผู้ประกอ…

Supreme Court Judgment No. 3200/2545

แม้ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขายสินค้าหรือการให้บริการที่จะได้รับสิทธิเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราร้อยละ 7.0ต่อไป ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกา…

Supreme Court Judgment No. 9570/2544

ตามคำแถลงของโจทก์ โจทก์อ้างเพียงว่า พระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากร ฉบับที่ 309 ฯ และประกาศอธิบดีกรมสรรพากรของจำเลย เป็นการจำกัดสิทธิของโจทก์ ทำให้โจทก์ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตราที่สูงสุดเท…

Supreme Court Judgment No. 2673/2561

สัญญาชาร์เตอร์เรือหรือจ้างเหมามี 3 ประเภท ได้แก่หนึ่งการจ้างแบบรายเที่ยว (Voyage Charter) สองได้แก่การเหมาแบบมีกำหนดระยะเวลา (Time Charter) โดยมีกำหนดเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุด และสามสัญญาเช่าเรือเปล่า (B…

Supreme Court Judgment No. 4496/2555

ข้อจำกัดในอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องอุทธรณ์การประเมิน ซึ่งในคดีนี้ แม้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 บัญญัติให้ต้องอุ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up