Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 11344/2556

พ.ศ. 2556 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่ ว. ฝากเงินเข้าบัญชีของโจทก์เพื่อชำระหนี้ที่ ว. ยืมเงินโจทก์ไป ถือว่าโจทก์รับเงินจำนวนดังกล่าวไว้โดยมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เมื่อโจทก์ไม่มีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องในการที่ ว. กระทำความผิดแสดงว่าโจทก์รับเงินดังกล่าวมาโดยสุจริต ซึ่งสิทธิของโจทก์ผู้ได้เงินตรามาโดยสุจริตนั้น ท่านว่ามิเสียไปถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าเงินนั้นมิใช่ของบุคคลซึ่งได้โอนให้มาตาม ป.พ.พ. มาตรา 1331 โจทก์จึงได้รับความคุ้มครองตามบทกฎหมายดังกล่าว อันเป็นการยกเว้นหลักกฎหมายที่ว่า "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน"

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 1,004,244 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 979,750 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้องและจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งขอบังคับโจทก์คืนเงิน 215,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 200,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงิน 979,750 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2553 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (วันที่ 3 มีนาคม 2554) ต้องมิให้เกิน 24,494 บาท ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความ 10,000 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้เป็นพับ ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์ 7,500 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์ จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มีวัตถุประสงค์ส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกและรับฝากเงินจากสมาชิก จำเลยที่ 2 มีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการของจำเลยที่ 1 มีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับแนะนำการบริการกิจการของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 เป็นพนักงานของจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นผู้จัดการมีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการรับจ่ายเงินในกิจการทั้งหลายของจำเลยที่ 1 โจทก์เป็นสมาชิกของจำเลยที่ 1 ตั้งแต่ปี 2511 และเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับจำเลยที่ 1 ใช้ชื่อบัญชีว่านางเกื้อกูล ซึ่งเป็นชื่อและชื่อสกุลของโจทก์

นางวรรณนิภา พนักงานของจำเลยที่ 1 ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการแจ้งให้โจทก์ทราบว่านางวรรณนิภาได้โอนเงินจำนวน 1,179,750 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เพื่อชำระหนี้ที่นางวรรณนิภากู้ยืมเงินไปจากโจทก์ โจทก์จึงนำสมุดบัญชีคู่ฝากไปปรับยอดเงิน ต่อมานางพรภินันท์ ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อจำเลยที่ 1 ว่า นางวรรณนิภาปลอมลายมือชื่อของนางพรภินันท์เป็นผู้ขอกู้เงินในคำขอกู้เงิน จำเลยที่ 1 จึงตั้งคณะกรรมการทำการสอบสวนพบว่า มีการปลอมเอกสาร คำขอกู้เงินจริงและเงินกู้ที่จำเลยที่ 1 อนุมัติให้นางพรภินันท์กู้ 3,492,303.75 บาท ได้โอนเข้าบัญชีเงินฝากของบุคคล 4 คน คือโอนเข้าบัญชีเงินฝากของนางพรภินันท์ นางบุญสุข นางวรรณนิภาและโจทก์ โดยโจทก์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นในการที่นางวรรณนิภาปลอมเอกสาร

จำเลยที่ 2 จึงมีหนังสือแจ้งให้โจทก์คืนเงิน 1,179,750 บาท ที่มีการนำฝากโอนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์และโจทก์มีหนังสือตอบกลับว่า เงินจำนวนดังกล่าวโจทก์ได้รับชำระหนี้กู้ยืมมาจากนางวรรณนิภาและห้ามมิให้จำเลยที่ 1 ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้อายัดเงินฝากจำนวนดังกล่าวไว้ ต่อมานางพรภินันท์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 นางวรรณนิภาและพนักงานของจำเลยที่ 1 อีก 4 คน ต่อศาลชั้นต้นเป็นคดีอาญา ข้อหาปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3511/2551 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่ประทับฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ส่วนนางวรรณนิภาซึ่งเป็นจำเลยที่ 4 และพนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งประทับฟ้อง ในระหว่างที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีอาญา

จำเลยที่ 2 อนุมัติให้โจทก์ถอนเงินฝากดังกล่าวไป 200,000 บาท ต่อมานางวรรณนิภาให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 จึงอนุมัติให้พนักงานของจำเลยที่ 1 ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์เพื่อมาชำระหนี้แก่นางพรภินันท์ เมื่อนางพรภินันท์ได้รับชำระหนี้แล้วจึงถอนฟ้องพนักงานของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นจำเลยที่ 5 ถึงที่ 8 ในคดีดังกล่าว คดีสำหรับจำเลยที่ 3 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาทำนองว่า ยังไม่มีการส่งมอบเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากทรัพย์สินที่พิพาทในคดีนี้คือ เงินซึ่งโอนจากบัญชีคนหนึ่งไปยังบัญชีอีกคนหนึ่ง แต่ก็โอนอยู่ภายในบัญชีของจำเลยที่ 1 ไม่ได้โอนออกไปข้างนอกหรือโอนฝากจากข้างนอกเข้ามาในบัญชีของจำเลยที่ 1 กรณีจึงเป็นเงินที่ยังอยู่ในบัญชีของจำเลยที่ 1 เมื่อจำเลยที่ 1 ตรวจพบว่าเงินที่เข้าบัญชีของโจทก์จากการกระทำความผิดคือ

โอนเข้ามาโดยไม่ถูกต้อง จำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิที่จะปรับโอนเงินคืนให้ถูกต้องนั้น จำเลยไม่ได้ให้การต่อสู้คดีในเรื่องนี้ไว้ ทั้งจำเลยที่ 1 ยังให้การว่าอนุญาตให้โจทก์ถอนเงินที่มีการนำฝากโอนเข้าบัญชีของโจทก์ไปจำนวน 200,000 บาท จึงเป็นการยอมรับว่าเงินที่โอนเข้าบัญชีเป็นเงินฝากในบัญชีของโจทก์แล้ว กรณีจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า โจทก์มีสิทธิในเงินจำนวน 1,179,750 บาท หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า เงินที่นางวรรณนิภาโอนเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์ที่ฝากอยู่กับจำเลยที่ 1 นั้น นางวรรณนิภาได้มาจากการกระทำความผิดของตนที่กระทำต่อจำเลยที่ 1 โจทก์จึงไม่มีสิทธิในเงินดังกล่าว "ตามหลักกฎหมายลาภมิควรได้ และผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน" เห็นว่า การที่นางวรรณนิภานำฝากโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์เป็นการชำระหนี้ที่นางวรรณนิภากู้ยืมเงินโจทก์ไป จึงถือได้ว่าโจทก์รับเงินจำนวนดังกล่าวไว้โดยมีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ มิใช่รับไว้ในฐานะลาภมิควรได้ ทั้งข้อเท็จจริงได้ความว่าโจทก์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นและเกี่ยวข้องในการที่นางวรรณนิภากระทำความผิด

แสดงว่าโจทก์รับโอนเงินดังกล่าวมาโดยสุจริต ซึ่งสิทธิของโจทก์ผู้ได้เงินตรามาโดยสุจริตนั้น ท่านว่ามิเสียไป ถึงแม้ภายหลังจะพิสูจน์ได้ว่าเงินนั้นมิใช่ของบุคคลซึ่งได้โอนให้มาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1331 โจทก์จึงได้รับการคุ้มครองตามบทกฎหมายดังกล่าว อันเป็นการยกเว้นหลักกฎหมายที่ว่า "ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน" และเมื่อนางวรรณนิภาโอนเงินจำนวน 1,179,750 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์จึงเป็นการฝากเงิน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 672 ให้สันนิฐานไว้ก่อนว่าผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวน ดังนี้ โจทก์ย่อมมีสิทธิในเงินฝากจำนวน 1,179,750 บาท

โจทก์ได้ถอนเงินไปแล้วจำนวน 200,000 บาท จึงยังเหลือเงินในส่วนนี้จำนวน 979,750 บาท เมื่อโจทก์เรียกให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวนดังกล่าว จำเลยที่ 1 จึงต้องคืนเงินแก่โจทก์ กรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
สมยศ เข็มทอง · ไชยยงค์ คงจันทร์ · เมทินี ชโลธร
Lower court
ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นางสรินทิพย ทรงศิริศิลป์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นางพัชรวรรณ สวัสดิทัต
Supreme Court black case no.
พ.3575/2555
Trial court black case no.
พ498/2554
Trial court red case no.
พ1917/2554
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up