Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1128/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

แม้ศาลมีคำสั่งตั้งให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของ ส. ร่วมกัน แต่ก็มิได้หมายความว่าการกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหลายคนตาม ป.พ.พ. มาตรา 1726 ผู้จัดการมรดกจะต้องร่วมกันทำหรือร่วมกันลงชื่อในนิติกรรมทุกคน การที่โจทก์ที่ 1 ลงชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ในฐานะเจ้าหนี้และผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียวโดยโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งรู้เห็นยินยอมก็ต้องถือว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันแล้ว ประกอบกับการทำหนังสือรับสภาพหนี้ก็มิใช่การทำสัญญาหนังสือรับสภาพหนี้เป็นหนังสือที่ลูกหนี้ทำขึ้นโดยยอมรับว่าตนเป็นหนี้เจ้าหนี้จริง ส่วนเจ้าหนี้หาจำต้องเป็นคู่สัญญาด้วยไม่ เมื่อหนังสือรับสภาพหนี้เป็นหนังสือที่จำเลยที่ 2 ทำขึ้นโดยยอมรับว่าตนเป็นหนี้กู้ยืมเงิน ส. เจ้ามรดก แม้โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ส. จะมิได้ลงชื่อด้วยหรือลงชื่อแต่เพียงผู้เดียว หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายและใช้บังคับแก่จำเลยที่ 2 ผู้ยอมรับสภาพหนี้ได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 3,274,111 บาท ตามหนังสือรับสภาพหนี้ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 3,000,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระเงิน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2543 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกของนายสมใจ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 274,111 บาท ตามที่โจทก์ทั้งสองขอ สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมใจเจ้ามรดก ตามคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2542 จำเลยที่ 2 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่โจทก์ที่ 1 ยอมรับว่าเป็นหนี้กู้ยืมเงินจากนางสมใจและยอมรับจะชำระหนี้ดังกล่าว แต่จำเลยที่ 2 ผิดนัดไม่ชำระ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ต้องรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวหรือไม่ ได้ความจากนายขันติผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้งสองและโจทก์ที่ 2 ว่า หลังจากนางสมใจถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 2 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสมใจได้ตรวจสอบทรัพย์สินของนางสมใจพบว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญากู้ยืมเงินไว้กับนางสมใจ 6,400,000 บาท และออกเช็คชำระหนี้ดังกล่าว จึงมอบหมายให้นายขันติดำเนินการทวงถามจำเลยที่ 2 เจรจาต่อรองขอลดยอดหนี้ลงเหลือ 3,000,000 บาท โดยอ้างว่าเศรษฐกิจไม่ดี และขอแบ่งชำระ 3 งวด

งวดละปี ปีละ 1,000,000 บาท โจทก์ที่ 2 ปรึกษากับโจทก์ที่ 1 แล้วยอมรับเงื่อนไขตามที่จำเลยที่ 2 เสนอ จำเลยที่ 2 จึงทำหนังสือรับสภาพหนี้กับโจทก์ที่ 1 เมื่อหนี้ถึงกำหนดชำระแต่ละงวดจำเลยที่ 2 ไม่ชำระ ส่วนจำเลยที่ 2 เบิกความถึงการทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเพียงว่า โจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมใจร่วมกันตามคำสั่งศาล แต่หนังสือรับสภาพหนี้มีโจทก์ที่ 1 ลงชื่อผู้เดียว โจทก์ที่ 2 ไม่ได้ร่วมลงชื่อด้วยเท่านั้น มิได้นำสืบหักล้างว่า โจทก์ที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้กับจำเลยที่ 2 โดยโจทก์ที่ 2 มิได้รู้เห็นยินยอมด้วย ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่โจทก์ทั้งสองนำสืบว่าในการจัดการมรดกของนางสมใจเกี่ยวกับหนี้รายนี้โจทก์ทั้งสองในฐานะผู้จัดการมรดกได้ปรึกษาหารือกันแล้วและโจทก์ที่ 2 รู้เห็นยินยอมให้โจทก์ที่ 1 ทำหนังสือรับสภาพหนี้กับจำเลยที่ 2 ตามเงื่อนไขที่จำเลยที่ 2 เสนอ

แม้ศาลมีคำสั่งตั้งให้โจทก์ทั้งสองเป็นผู้จัดการมรดกของนางสมใจร่วมกัน แต่ก็มิได้หมายความว่าการกระทำตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดกหลายคนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1726 ผู้จัดการมรดกจะต้องร่วมกันทำหรือร่วมกันลงชื่อในนิติกรรมทุกคน การที่โจทก์ที่ 1 ลงชื่อในหนังสือรับสภาพหนี้ในฐานะเจ้าหนี้และผู้จัดการมรดกเพียงผู้เดียวโดยโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกอีกคนหนึ่งรู้เห็นยินยอมก็ต้องถือว่าเป็นการจัดการมรดกร่วมกันแล้ว ประกอบกับการทำหนังสือรับสภาพหนี้ก็มิใช่การทำสัญญา หนังสือรับสภาพหนี้เป็นหนังสือที่ลูกหนี้ทำขึ้นโดยยอมรับว่าตนเป็นหนี้เจ้าหนี้จริง ส่วนเจ้าหนี้หาจำต้องเป็นคู่สัญญาด้วยไม่ เมื่อหนังสือรับสภาพหนี้เป็นหนังสือที่จำเลยที่ 2 ทำขึ้นโดยยอมรับว่าตนเป็นหนี้กู้ยืมเงินนางสมใจเจ้ามรดก

แม้โจทก์ที่ 1 ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางสมใจจะมิได้ลงชื่อด้วยหรือลงชื่อแต่เพียงผู้เดียว หนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวก็มีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายและใช้บังคับแก่จำเลยที่ 2 ผู้ยอมรับสภาพหนี้ได้ ส่วนปัญหาว่า จำเลยที่ 2 เป็นหนี้กู้ยืมเงินตามหนังสือรับสภาพหนี้จริงหรือไม่นั้น จำเลยที่ 2 ให้การว่าจำเลยที่ 2 มิได้เป็นหนี้กู้ยืมเงินแต่นางสมใจและจำเลยที่ 2 ได้ทำการค้าร่วมกัน ต่อมานางสมใจถึงแก่ความตาย โจทก์ที่ 1 ได้ขอเงินคืนแต่บริษัทจำเลยที่ 1 ประสบภาวะขาดทุนไม่มีเงินหมุนเวียนจึงให้จำเลยที่ 2 ทำหนังสือรับสภาพหนี้ไว้ ตามคำให้การดังกล่าว แม้จำเลยที่ 2 จะปฏิเสธว่ามิได้กู้ยืมเงินนางสมใจแต่ก็มิได้ปฏิเสธว่าตนไม่ต้องคืนเงินอันเนื่องมาจากการทำการค้าร่วมกับนางสมใจตามที่โจทก์ที่ 1 ทวงถาม

แสดงว่าจำเลยที่ 2 มีหนี้ที่จะต้องชำระตามหนังสือรับสภาพหนี้ที่ทำไว้แก่โจทก์ที่ 1 จริง แม้มูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้จะมิได้เกิดจากการกู้ยืมเงินดังที่โจทก์ทั้งสองฟ้อง แต่สืบเนื่องมาจากการทำการค้าร่วมกันระหว่างนางสมใจกับจำเลยที่ 2 ดังที่จำเลยที่ 2 ให้การก็ตาม ก็ถือว่ามูลหนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าวเป็นมูลหนี้ที่ชอบและมีผลบังคับกันได้ตามกฎหมายส่วนมูลหนี้จะเป็นดังที่โจทก์ทั้งสองหรือจำเลยที่ 2 อ้างหาใช่ข้อสำคัญไม่ กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยว่ามูลหนี้รายนี้เป็นดังที่จำเลยที่ 2 อ้างหรือไม่ จำเลยที่ 2 จึงต้องรับผิดตามหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว สำหรับข้อที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า เมื่อจำเลยที่ 2 กับนางสมใจเป็นหุ้นส่วนกันน

การเลิกหุ้นส่วนจะต้องมีการชำระบัญชี เมื่อยังไม่มีการชำระบัญชีก็ไม่สามารถฟ้องร้องได้ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้นเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 2 มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนที่โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสองขยายระยะเวลายื่นคำแก้ฎีกาและคำคัดค้านการขอทุเลาการบังคับนั้น ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวและส่งมาให้ศาลฎีกาพิจารณาโดยที่โจทก์ทั้งสองยังมิได้ชำระค่าธรรมเนียมศาลเกี่ยวกับการอุทธรณ์คำสั่งซึ่งเป็นการไม่ชอบ แต่อย่างไรก็ดีอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ทั้งสองเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดจึงไม่จำต้องสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ให้ถูกต้องและรับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืนและให้ยกอุทธรณ์คำสั่งของโจทก์ทั้งสอง

Matter details

Panel of judges
วีระชาติ เอี่ยมประไพ · ประทีป เฉลิมภัทรกุล · มนูพงศ์ รุจิกัณหะ
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3622/2568

เนื้อหาที่โจทก์และจำเลยสนทนากันทางแอปพลิเคชันไลน์นั้นไม่มีข้อความใดที่แสดงว่าการโอนเงิน 100,000 บาท เป็นการให้กู้ยืมเงิน แม้การสนทนากันดังกล่าวเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ที่ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็ก…

Supreme Court Judgment No. 893/2568

แม้หนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 เป็นตารางจ่ายเงินกู้ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท ชำระเงินต้นงวดละ 29,200…

Supreme Court Judgment No. 540/2567

จำเลยเบิกเงินจากโจทก์เพื่อนำไปซื้อไม้ยางพาราจากเจ้าของสวนแล้วนำมาขายให้แก่โจทก์ จากนั้นจึงหักทอนบัญชีกัน นิติสัมพันธ์ระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมีลักษณะเป็นสัญญาประเภทหนึ่งที่มิได้กำหนดแยกประเภทเป็นเอกเทศ…

Supreme Court Judgment No. 514/2567

การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การทำนองเดียวกันว่าหนี้เงินกู้เป็นการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกันเพื่อใช้เป็นเงินทุนในกิจการของจำเลยที่ 1 ปัจจุบันมีการชำระหนี้แล้ว แล…

Supreme Court Judgment No. 6656/2567

การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ ทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยได้รับเงินแล้วในวันทำสัญญาแล้ว 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up