Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 11027/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ตามคำฟ้องโจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ผู้ซื้อสินค้าไฟฟ้าจากโจทก์รับผิดชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมแก่โจทก์ในกรณีที่เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแสดงค่าคลาดเคลื่อนตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ข้อ 6 ซึ่งกำหนดว่า "ในกรณีที่เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแสดงค่าคลาดเคลื่อน ผู้ซื้อยินยอมชำระค่าไฟฟ้าประจำเดือนไปก่อน โดยให้นำค่าไฟฟ้าเฉลี่ยของ 3 เดือนหลังสุดที่ถือว่าปกติติดต่อกัน หรือค่าไฟฟ้าที่คำนวณพื้นฐานวิศวกรรมไฟฟ้า โดยอาศัยหลักฐานข้อมูล ซึ่งตรวจสอบได้ในช่วงเวลานั้น มาเป็นค่าไฟฟ้าประจำเดือนของเดือนที่เริ่มมีการผิดพลาดเป็นต้นไป หากภายหลังการตรวจสอบเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้า มีผลแตกต่างจากที่เรียกเก็บไปแล้วนั้น คู่สัญญายินยอมให้เก็บเพิ่มหรือจ่ายคืน แล้วแต่กรณี" โจทก์มิได้อ้างในคำฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มย้อนหลังในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผู้ซื้อเจตนากระทำหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำโดยมิชอบต่ออุปกรณ์ระบบจ่ายไฟฟ้าและหรือเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ข้อ 9 ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าไฟฟ้าเพิ่มย้อนหลังต่อโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 มิได้กระทำหรือใช้ผู้อื่นกระทำโดยมิชอบต่ออุปกรณ์เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าตามสัญญาข้อ 9 นั้น เป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือในประเด็นที่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 246 ประกอบมาตรา 142 แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้สืบพยานหลักฐานมาแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 ประกอบมาตรา 243 (1) ดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ปรากฏตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าว่าเป็นดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าไฟฟ้าโดยกำหนดให้คิดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ดอกเบี้ยอัตรานี้จึงเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในกรณีผิดสัญญา มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับซึ่งหากศาลเห็นว่าเป็นเบี้ยปรับที่กำหนดไว้นั้นสูงเกินส่วน ศาลย่อมพิจารณาลดลงเป็นจำนวนพอสมควรไว้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำสืบเห็นถึงความเสียหายที่โจทก์ได้รับเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าไฟฟ้าว่าสูงถึงจำนวนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ศาลฎีกาเห็นว่า เบี้ยปรับที่เป็นดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวสูงเกินไป จึงเห็นสมควรลดเบี้ยปรับนั้นลงเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 369,903.88 บาท โดยให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดจำนวน 135,618.41 บาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินในส่วนของจำเลยที่ 1 จำนวน 352,025 บาท และในส่วนของจำเลยที่ 2 จำนวน 129,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระเงินจำนวน 260,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดตามวงเงินค้ำประกันจำนวน 129,600 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินในส่วนของจำเลยที่ 1 จำนวน 260,000 บาท

นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินในส่วนของจำเลยที่ 2 จำนวน 129,600 บาท นับแต่วันที่ 26 กรกฎาคม 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมเนื่องจากเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าชำรุดทำให้หน่วยการใช้ไฟฟ้าที่ได้ใช้ไปแล้วน้อยกว่าสิ่งที่ควรจะเป็น จำเลยที่ 1 ได้บริโภคไฟฟ้าในส่วนที่ยังวัดไม่ได้ในขณะนั้น เมื่อโจทก์สามารถตรวจสอบและคิดคำนวณค่าไฟฟ้าในส่วนที่ขาดหายไปได้ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ซื้อย่อมมีหน้าที่ต้องชำระราคาในส่วนที่ขาดหายไปนั้นแก่โจทก์ ส่วนสัญญาซื้อขายฉบับใหม่ ไม่ได้ขัดแย้งกับสัญญาซื้อขายฉบับเดิม ข้อความใดในสัญญาฉบับเดิมไม่ชัดแจ้ง สัญญาฉบับใหม่ก็ขยายความให้ชัดขึ้น กรณีที่เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าของโจทก์ชำรุด หากจะใช้สัญญาฉบับใหม่บังคับ ก็ต้องปรับด้วยข้อ 6 ไม่ใช่ข้อ 9 ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย

สัญญาฉบับใหม่ข้อ 6 เป็นกรณีเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแสดงค่าคลาดเคลื่อนซึ่งเป็นกรณีเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าชำรุดบกพร่องทำให้แสดงค่าคลาดเคลื่อน ส่วนสัญญาฉบับใหม่ข้อ 9 เป็นกรณีที่ผู้ซื้อเจตนากระทำหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำโดยมิชอบต่ออุปกรณ์ระบบจ่ายไฟฟ้าและหรือเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าของโจทก์ การที่ศาลอุทธรณ์นำสัญญาข้อ 9 ดังกล่าวมาแปลความในทางกลับกันว่า หากเครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าชำรุดโดยมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 1 ใช้ให้ผู้อื่นกระทำ โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมย้อนหลังจากจำเลยที่ 1 นั้น เป็นการนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณามาปรับใช้กับสัญญาผิดข้อไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ ข้อเท็จจริงปรากฏว่าการชำรุดบกพร่องดังกล่าวมิได้เกิดจากการกระทำของจำเลยที่ 1 หรือจากการกระทำของผู้อื่นโดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้ให้กระทำโดยมิชอบ

โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าไฟฟ้าเพิ่มเติมย้อนหลังจากจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ และจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระค่าไฟฟ้าของจำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ดังนี้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าไฟฟ้าเพิ่มย้อนหลังต่อโจทก์ เพราะจำเลยที่ 1 มิได้กระทำหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำโดยมิชอบต่ออุปกรณ์เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าตามสัญญาข้อ 9 นั้น จึงเป็นการวินิจฉัยนอกประเด็นหรือในประเด็นที่เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้อง ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 และประกอบมาตรา 142 อันเป็นการที่ศาลอุทธรณ์มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง แต่เมื่อโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้สืบพยานหลักฐานมาแล้ว

ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ไปโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 ประกอบมาตรา 243 (1) จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดชำระค่าไฟฟ้าเพิ่มเป็นเวลา 5 เดือน จำนวน 97,785 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 21 กรกฏาคม 2544 อันเป็นวันพ้นกำหนด 7 วัน นับจากวันที่จำเลยที่ 1 ได้รับหนังสือบอกกล่าวจากโจทก์ให้ชำระหนี้ค่าไฟฟ้าเพิ่มตามหนังสือและใบไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ ซึ่งเป็นวันผิดนัด จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดชดใช้แก่โจทก์ดังกล่าวปรากฏตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ว่าเป็นดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ให้จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในกรณีที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าไฟฟ้าโดยกำหนดให้คิดในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

ดอกเบี้ยอัตรานี้จึงเป็นค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในกรณีผิดสัญญา มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับ ซึ่งหากศาลเห็นว่าเบี้ยปรับที่กำหนดไว้นั้นสูงเกินส่วน ศาลย่อมพิจารณาลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้นำสืบให้เห็นถึงความเสียหายที่โจทก์ได้รับเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ชำระค่าไฟฟ้าว่าสูงถึงจำนวนดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี

ศาลฎีกาเห็นว่าเบี้ยปรับที่เป็นดอกเบี้ยในอัตราดังกล่าวสูงเกินไป จึงเห็นสมควรลดเบี้ยปรับนี้ลงเป็นดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ดังกล่าวก็ต้องรับผิดต่อโจทก์ในวงเงินจำนวนไม่เกิน 129,600 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามหนังสือต่ออายุสัญญาค้ำประกันและเพิ่มวงเงินและหนังสือสัญญาค้ำประกันของธนาคารจำเลยที่ 2 จำนวน 8 ฉบับด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 97,785 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 21 กรกฎาคม 2544 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระหนี้ดังกล่าวต่อโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
ปริญญา ดีผดุง · สมชาย สินเกษม · สู่บูญ วุฒิวงศ์
Lower court
ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายพิสิฐ ธรรมกุล
ศาลอุทธรณ์ - นายยงยุทธ แสงรุ่งเรือง
Supreme Court black case no.
พ.1876/2549
Trial court black case no.
พ12252/2544
Trial court red case no.
พ11153/2545
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5225/2561

เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืน…

Supreme Court Judgment No. 7994/2561

เมื่องานที่โจทก์ทำให้จำเลยชำรุดบกพร่อง โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้นั้น ถูกต้องแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังคงต้องวินิจฉัยให้จำเลยชำระค่าการงานที่ได้ทำใ…

Supreme Court Judgment No. 5543/2548

แม้สัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทจะตกเป็นโมฆะ จำเลยไม่มีหน้าที่ทางนิติกรรมที่จะต้องไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ แต่โจทก์ก็มีคำขอมาท้ายคำฟ้องด้วยว่า ขอให้ศาลพิพากษาว่าโจทก์ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพ…

Supreme Court Judgment No. 1719/2546

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ปล่อยทรัพย์ที่ยึดซึ่งตีราคาทรัพย์ 20,155 บาท อันถือเป็นทุนทรัพย์คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษายกคำร้องขอ ผู้ร้องอุทธรณ์ แม้คดีมีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท แต่ผ…

Supreme Court Judgment No. 1675/2546

โจทก์ยื่นฟ้องเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2543 ซึ่งตามบทบัญญัติแห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรมท้าย พ.ร.บ. ให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ. 2477 ซึ่งเป็นพระธรรมนูญศาลยุติธรรมที่ใช้บังคับในขณะนั้น มาตรา 22 กำหนดให้ใ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up