คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า ได้จ้างเหมาจำเลยก่อสร้างตึกตามสัญญาที่ ๓๔/๒๔๙๖ และที่ ๕/๒๔๙๗ แต่จำเลยผิดสัญญาทั้งสองฉบับ จึงขอให้จำเลยชดใช้เงินที่จำเลยจะต้องวางมัดจำ เบี้ยปรับตามสัญญา และเงินจ่ายล่วงหน้า เป็นเงิน ๙๗๒,๒๖๗.๕๐ บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่ง นับตั้งแต่วันฟ้อง จำเลยรับว่า ได้ทำสัญญากับโจทก์จริง แต่ต่อสู้ว่าเป็นนิติกรรมอำพราง ปฏิเสธความรับผิด และว่าได้มีการแปลงหนี้ใหม่โดยบริษัทนาวีพานิชจำกัดรับสภาพหนี้เป็นลูกหนี้ต่อโจทก์โดยตรงแทนจำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าได้มีการแปลงหนี้ใหม่และหนี้เดิมระหว่างโจทก์และจำเลยเป็นอันระงับไป พิพากษาให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บริษัทนาวีพานิชจำกัด ได้ยื่นหนังสือรับรองชำระหนี้แทนจำเลยซึ่งเป็นเพียงคำเสนอ แต่โจทก์มิได้สั่งอย่างไร เงียบหายไป จึงแสดงว่าไม่มีคำสนองจากโจทก์ สัญญาแปลงหนี้ใหม่จึงยังไม่เกิดขึ้น แม้ต่อมาอีกเกือบ ๔ ปีโจทก์จะได้ทวงหนี้รายนี้จากผู้ชำระบัญชีของบริษัทนาวีพานิชจำกัดก็ไม่ถือว่าเป็นการที่โจทก์ยอมรับเอาบริษัทนาวีพานิชจำกัดเข้าเป็นลูกหนี้แทนจำเลย เพราะคำเสนอของบริษัทนาวีพานิช จำกัด สิ้นความผูกพันเพราะล่วงเลยเวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำบอกกล่าวสนองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๕ หนังสือทวงหนี้ของโจทก์เป็นแต่คำเสนอใหม่เท่านั้น ซึ่งบริษัทนาวีพานิช จำกัด ก็มิได้สนองรับ เมื่อหนี้ใหม่ไม่เกิด
หนี้เดิมของจำเลยก็ไม่ระงับไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๕๑ เงินมัดจำที่จำเลยยังมิได้ชำระให้โจทก์นั้น เมื่อโจทก์เลิกสัญญากับจำเลยแล้ว โจทก์จะบังคับให้จำเลยส่งให้มิได้ เพราะสิ้นความผูกพันเสียแล้ว เงินมัดจำที่จะริบในกรณีเลิกสัญญาโดยความผิดของฝ่ายวางมัดจำนั้น ต้องได้ให้ไว้แล้ว เมื่อจำเลยส่งมอบงานให้โจทก์ไม่ทันตามกำหนดเวลาในสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิเรียกเอาค่าเสียหายเท่าจำนวนค่าปรับที่จำเลยสัญญาจะชดใช้ในการที่ชำระหนี้ไม่ตรงตามกำหนดได้เพราะค่าปรับนี้ก็เป็นค่าเสียหายที่กำหนดกันไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว (อ้างฎีกาที่ ๑๐๗๘/๒๔๙๖ และ ๑๓๖๔/๒๕๐๓)
Result
พิพากษากลับให้จำเลยใช้เงิน ๗๖๖,๗๐๐ บาท กับดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จให้โจทก์