คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ 1 คัน (ระบุยี่ห้อและเลขทะเบียน) โดยเช่าซื้อมา จำเลยที่ 1 และ 3 เป็นเจ้าของรถยนต์คนละคัน จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างและปฏิบัติการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 และ 2 ได้ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนกัน และรถของจำเลยที่ 3 กระเด็นมาปะทะรถโจทก์ ทำให้เสียหาย จึงขอให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 11,849.50 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันฟ้องจำเลยทั้งสามปฏิเสธความรับผิด และต่อสู้ว่าโจทก์ไม่ใช่เจ้าของรถยนต์ไม่มีอำนาจฟ้อง ฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 9,849.50 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันฟ้องแก่โจทก์ แต่ในระหว่างจำเลยด้วยกัน ให้จำเลยที่ 1 รับผิด 1 ใน 3 ส่วน
จำเลยที่ 2 และ 3 รับผิด 2 ใน 3 ส่วนจำเลยทั้งสามอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ให้จำเลยทั้งสามชำระเงิน 9,349.50 บาทและให้แบ่งความรับผิดระหว่างจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2, 3 เท่า ๆ กันจำเลยที่ 2 และ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์เช่าซื้อรถมาโดยมีข้อสัญญาว่าโจทก์จะระมัดระวังดูแลรักษารถนี้ไว้ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยคงเดิม การชำรุดเสียหายเป็นหน้าที่ของผู้เช่าซื้อจะต้องซ่อมแซม และโจทก์ก็ได้ชำระเงินค่าซ่อมแซมครั้งนี้แล้วโจทก์จึงเป็นผู้เสียหายโดยตรงมีอำนาจฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนได้ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปว่า ฟ้องของโจทก์ไม่เคลือบคลุม เพราะค่าเสียหายเป็นค่าอะไร เท่าใด เสียให้แก่ใคร เมื่อใด และเพราะเหตุใดนั้น เป็นรายละเอียดที่ต้องนำสืบกันในเวลาพิจารณาไม่จำต้องกล่าวในฟ้อง
อ้างฎีกาที่ 497/2499ส่วนค่าสินไหมทดแทนนั้น ศาลมีอำนาจให้ค่ารักษาพยาบาลค่าทนทุกข์ทรมาน และค่ารถยนต์รับจ้างที่สามีโจทก์จ้างไปทำงานได้เพราะโจทก์ได้เช่าซื้อรถคันนี้มาใช้ในครอบครัวระหว่างโจทก์และสามีโจทก์ใช้ไปทำงานด้วยกัน โดยสามีโจทก์เป็นผู้ขับ เมื่อจำเลยทำละเมิด ทำให้รถของโจทก์ต้องเข้าอู่ซ่อม เป็นเหตุให้โจทก์และสามีโจทก์ต้องจ้างรถยนต์รับจ้างไปทำงาน รวมทั้งต้องจ้างรถยนต์รับจ้างไปรับแพทย์มารักษาโจทก์ด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนดังกล่าวรวมกันมาได้พิพากษายืน