คำฟ้องและคำให้การ
คดีสองสำนวนซึ่งรวมพิจารณาพิพากษานี้
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกอีก ๖ คน ซึ่งยังจับตัวไม่ได้ ได้ร่วมกันใช้ปืนและมีดปลายแหลมเป็นอาวุธขู่เข็ญใช้กำลังประทุษร้าย บังคับข่มขืนใจ จับตัวนายสุขปาสาเนา อายุกว่า ๑๓ ปีไปควบคุมหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ แล้วขู่เข็ญนางสงัด ปาสาเนา ภรรยานายสุขฯ เพื่อเรียกเงินค่าไถ่ ๒,๐๐๐ บาท ขอให้ลงโทษและเพิ่มโทษ (สำหรับนายสิงห์โข่ง) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา๓๑๓, ๘๓ และ ๙๒
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลอนุญาตให้นายสุข ปาสาเนา เข้าเป็นโจทก์ร่วมได้ตามคำร้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๑๓, ๘๓ ให้จำคุกคนละ ๑๕ ปี เพิ่มโทษนายสิงห์โข่งจำเลย ๑ ใน ๓ ตามมาตรา ๙๒ แต่คำรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยนี้เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้ ๑ ใน ๓ ตามมาตรา ๗๘คงจำคุกนายสิงห์โข่ง ๑๓ ปี ๔ เดือน
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่า พยานหลักฐานไม่พอฟังลงโทษจำเลยได้และในปัญหาข้อกฎหมายว่ารูปเรื่องเป็นเพียงความผิดฐานกรรโชกธรรมดาเท่านั้น ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า ตามวันเวลาดังกล่าวในฟ้อง จำเลยกับพวกได้จับตัวนายสุขผู้เสียหายไว้เพื่อเรียกเงินจริง โดยฟังว่าในตอนแรกคนร้าย ๗ คนไปที่บ้านผู้เสียหาย ๒ คนอยู่ข้างล่าง ๕ คนซึ่งมีจำเลยทั้งสองอยู่ด้วยขึ้นไปบนเรือน นายสมานพวกจำเลยเรียกเอาเงิน๒,๐๐๐ บาท ผู้เสียหายว่าไม่มีนายสมานจึงเอาปืนจี้พาผู้เสียหายลงเรือนไปโดยบอกนางสงัดว่าถ้าต้องการผัวคืนให้หาเงินไปให้ ๒,๐๐๐ บาทและในตอนหลังได้มีผู้มาช่วยพานางสงัดติดตามจำเลยกับพวกเพื่อให้นางสงัดฯ นำเงิน ๑๐๐ บาทไปไถ่ตัวผู้เสียหายพบจำเลยกับพวกนั่งอยู่กลางทุ่งนา
นางสงัดได้นำเงินไปให้นายสมาน ๑๐๐ บาท แต่นายสมานฯไม่ยอมปล่อยตัวผู้เสียหายจนกว่าจะได้เงินครบตามที่เรียกร้อง นางสงัดกับพวกจึงแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบให้ดำเนินคดีกับจำเลยต่อไป จึงวินิจฉัยว่า ตามพฤติการณ์แห่งคดี การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานจับบุคคลอายุเกิน ๑๓ ปีไปเรียกค่าไถ่ตามฟ้อง หาใช่ความผิดฐานกรรโชกธรรมดาไม่
Result
พิพากษายืน