Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1058/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ต้องกู้ยืมเงินผู้อื่นมาชำระแก่จำเลยทั้งสามต้องเสียดอกเบี้ยกับขาดประโยชน์จากการนำที่ดินไปขายเอากำไร มิใช่ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการผิดสัญญาดังโจทก์อ้างในคำฟ้อง เมื่อโจทก์มิได้เรียกค่าเสียหายจากการไม่ได้รับดอกเบี้ยซึ่งอาจนำเงินที่ชำระแก่จำเลยทั้งสามไปฝากประจำธนาคารพาณิชย์ด้วย ดังนั้นที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวจึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 12,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้เงินจำนวน 9,125,781.25 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงินจำนวน 8,275,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสามอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสามฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังว่า จำเลยทั้งสามไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้โจทก์ได้ภายในกำหนดตามสัญญา การที่เจ้าพนักงานที่ดินยังแบ่งแยกโฉนดที่ดินไม่เสร็จหาใช่เหตุสุดวิสัยที่จำเลยทั้งสามจะนำมาอ้างเพื่อปฏิเสธความรับผิดได้ จำเลยทั้งสามจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา เมื่อโจทก์บอกเลิกสัญญาจำเลยทั้งสามต้องร่วมกันทำให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม โดยคืนเงินที่รับไว้จำนวน 7,500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และมาตรา 7 ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังไม่ขึ้นและที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า จำเลยทั้งสามต้องคืนเฉพาะราคาที่ดินจำนวน 1,500,000 บาท

เท่านั้น ไม่ต้องคืนเงินค่าพัฒนาที่ดินจำนวน 6,000,000 บาท ด้วยนั้น เห็นว่า จำเลยทั้งสามรับเงินไปทั้งหมดจำนวน 7,500,000 บาท เมื่อเลิกสัญญาจึงต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์ จึงจะมีผลให้โจทก์ได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม หาใช่คืนเฉพาะเงินชำระราคาที่ดิน ซึ่งเป็นเพียงเงินบางส่วนที่โจทก์ชำระไปไม่ ส่วนที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มิใช่คู่สัญญากับโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์นั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การรับว่าทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์จริง ข้อเท็จจริงจึงฟังยุติตามคำฟ้องและคำให้การว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นคู่สัญญากับโจทก์

ไม่ว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 จะลงชื่อเป็นคู่สัญญาในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินหรือไม่ก็ตาม ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ดังกล่าวจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อต่อไปมีว่าจำเลยทั้งสามต้องร่วมรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการที่โจทก์ต้องกู้ยืมเงินผู้อื่นมาชำระแก่จำเลยทั้งสาม ต้องเสียดอกเบี้ยกับขาดประโยชน์จากการนำที่ดินไปขายหากำไร มิได้เรียกค่าเสียหายจากการที่ไม่ได้รับดอกเบี้ย ซึ่งอาจนำเงินที่ชำระแก่จำเลยทั้งสามไปฝากประจำในธนาคารพาณิชย์ด้วย ดังนั้น ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าเสียหายจากการที่โจทก์ไม่ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าว จึงเป็นการพิพากษาเกินไปกว่าที่ปรากฏในคำฟ้อง ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง จำเลยทั้งสามไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ คงรับผิดในดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ดังที่วินิจฉัยมาแล้วข้างต้นเท่านั้น ฎีกาของจำเลยทั้งสามข้อนี้ฟังขึ้น

ที่จำเลยทั้งสามฎีกาว่า ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทไม่ชอบกับโจทก์บอกเลิกสัญญาไม่ชอบนั้น เห็นว่าจำเลยทั้งสามมิได้อุทธรณ์ในปัญหาดังกล่าว จึงมิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่ปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยทั้งสามไม่เป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลง

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินจำนวน 7,500,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (วันที่ 25 กรกฎาคม 2538) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

Matter details

Panel of judges
ทองหล่อ โฉมงาม · สกนธ์ กฤติยาวงศ์ · ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ
Lower court
ศาลแพ่ง - นายชัยภูมิ โลหชิตรานนท์
ศาลอุทธรณ์ - นายปุณพัฒน์ อิทธิธรรมวินิจ
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 315/2567

เมื่อสัญญาก่อสร้างระหว่างโจทก์กับจำเลยเป็นอันเลิกกันโดยปริยายดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านแล้วนั้น ผลของการเลิกสัญญาดังกล่าวต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง คือให้คู่สั…

Supreme Court Judgment No. 5225/2561

เมื่อโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาและจำเลยทั้งสองบอกเลิกสัญญาแล้ว สัญญาเช่าพื้นที่และสัญญาบริการเป็นอันเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืน…

Supreme Court Judgment No. 7994/2561

เมื่องานที่โจทก์ทำให้จำเลยชำรุดบกพร่อง โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา ที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องให้จำเลยชำระหนี้นั้น ถูกต้องแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังคงต้องวินิจฉัยให้จำเลยชำระค่าการงานที่ได้ทำใ…

Supreme Court Judgment No. 4298/2561

จำเลยที่ 3 ลงชื่อในช่องผู้ค้ำประกันไว้ท้ายสัญญาและเขียนกำกับไว้ในสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนว่าใช้สำหรับประกันถมดินเท่านั้น แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ยอมผูกพันตนต่อโจทก์เจ้าหนี้เพื่อชำระหนี้ในเมื่อจำเลยที…

Supreme Court Judgment, B.E. 2557 (ref. 586555)

โจทก์ทั้งหกฟ้องเรียกเงินอันเกิดจากการเลิกจ้างจากจำเลย ส่วนการที่โจทก์ทั้งหกมีสิทธิได้รับเงินอันเกิดจากการเลิกจ้างตามกฎหมายใดเป็นหน้าที่ของศาลที่จะปรับข้อเท็จจริงจากการเลิกจ้างเข้ากับตัวบทกฎหมาย เมื่อจ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up