Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1029/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คำให้การรับสารภาพของ

Provisions the court ruled on

ป.วิ.อ. Section 176 ป.วิ.อ. Section 226 ป.วิ.อ. Section 227 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 Section 15 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 Section 66

คำฟ้องและคำให้การ

คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่า แม้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 226 จะอนุญาตให้อ้างเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ได้ แต่การใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพราะมิใช่เป็นพยานหลักฐานที่ดีที่สุดที่โจทก์พึงนำมาแสดง ดังนั้น จึงต้องพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และพฤติการณ์ในการได้มาซึ่งคำให้การรับสารภาพดังกล่าวด้วย แม้คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกการจับกุมจะมีใจความสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจตรี ว. แต่บันทึกคำให้การรับสารภาพที่พันตำรวจตรี ว. ได้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเขียนบันทึกคำให้การรับสารภาพ โดยให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อ

กลับมีใจความที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คงมีแต่ข้อความในสามบรรทัดสุดท้ายเท่านั้นที่พอจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จำเลยที่ 2 ถูกตรวจค้นและจับกุมในขณะเกิดเหตุ แต่ก็มิได้แสดงให้เห็นด้วยว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลาง พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมจึงขัดแย้งกันเองในข้อสำคัญ และมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อของพยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนด้วย เพราะนอกจากคำให้การตามคำให้การรับสารภาพซึ่งวินิจฉัยว่าเป็นคำให้การปฏิเสธ จะขัดแย้งตรงกันข้ามกับคำให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาแล้ว ยังปรากฏว่าหลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 กับพวกเวลา 0.30 นาฬิกา

จนถึงเวลาที่จำเลยที่ 2 ถูกส่งตัวให้แก่พนักงานสอบสวน จำเลยที่ 2 ถูกสอบปากคำอย่างต่อเนื่องโดยเจ้าพนักงานตำรวจหลายคนเป็นเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง และเมื่อพันตำรวจตรี ช. พนักงานสอบสวนได้รับตัวจำเลยที่ 2 ไว้แล้ว ได้ทำการสอบปากคำจำเลยที่ 2 ต่อเนื่องไปจนถึงเวลา 12 นาฬิกา ที่นำตัวจำเลยส่งไปชี้ที่เกิดเหตุและถ่ายภาพไว้ด้วย ดังนั้น การสอบปากคำจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนรวมทั้งการนำจำเลยที่ 2 ไปชี้ที่เกิดเหตุและถ่ายภาพจึงมีเหตุสมควรสงสัยว่าน่าจะเกิดขึ้นระหว่างที่จำเลยที่ 2 มีความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียทั้งร่างกายและจิตใจ และมีผลกระทบต่อน้ำหนักความน่าเชื่อของคำรับสารภาพที่ได้รับจากจำเลยที่ 2 ด้วย พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83 และริบของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกคนละ 38 ปี จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 19 ปี ส่วนจำเลยที่ 1 แม้ให้การรับสารภาพแต่กลับเบิกความช่วยจำเลยที่ 2 จึงเห็นสมควรลดโทษให้เพียงหนึ่งในสาม เท่ากับจำเลยที่ 2 ซึ่งให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 25 ปี 4 เดือน ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์มือถือของกลาง จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า

จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (เดิม) จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 19 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...คดีมีปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือไม่ ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า ก่อนเกิดเหตุ พันตำรวจตรีวาทินซึ่งเป็นสารวัตรสืบสวนได้รับรายงานจากสายลับว่าจะมีผู้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้แก่ลูกค้าในท้องที่ตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ จึงตั้งด่านตรวจที่ตู้สายตรวจตำบลทับกฤชตั้งแต่เวลา 21 นาฬิกา ของวันที่ 27 ธันวาคม 2544 เพื่อตรวจค้นรถที่ผ่านไปมาจนถึงเวลาเที่ยงคืนก็ยังไม่พบผู้กระทำความผิด พันตำรวจตรีวาทินจึงใช้วิธีการนำกำลังออกตรวจท้องที่แทน และเมื่อถึงบริเวณศาลาเกิดเหตุ พบจำเลยทั้งสามซึ่งเป็นหญิง 2 คน และชาย 1 คน

ตรงกับที่สายลับรายงานว่าเป็นคนที่จะนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบ พันตำรวจตรีวาทินกับพวกจึงเข้าไปแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ขอทำการตรวจค้นและยึดได้เมทแอมเฟตามีนของกลางตามที่ฟังได้ยุติข้างต้น และจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพทั้งในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปรากฏตามบันทึการจับกุม หมาย จ. 1 และบันทึกคำให้การรับสารภาพ หมาย จ. 4 กับบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา หมาย จ. 9 และนำชี้ที่เกิดเหตุตามบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ หมาย จ. 11 กับภาพถ่าย หมาย จ. 12 และ จ. 14 ตามลำดับ จำเลยที่ 2 นำสืบว่า จำเลยที่ 2 รู้จักจำเลยที่ 1 ก่อนเกิดเหตุประมาณ 1 เดือน

เนื่องจากมีความรักใคร่ชอบพอกัน เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2544 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์รับจำเลยที่ 2 ไปเที่ยวงานกาชาดที่ตลาดปากน้ำโพ และออกจากงานเพื่อกลับบ้านเมื่อเวลาประมาณเที่ยงคืน เมื่อผ่านศาลาที่เกิดเหตุ จำเลยที่ 1 แวะเข้าไปจอดรถพูดกับหญิงคนหนึ่งซึ่งอยู่ในศาลานั้น ส่วนจำเลยที่ 2 ยืนรออยู่ ต่อมาไม่นานนัก มีเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาจับกุมและค้นพบเมทแอมเฟตามีนได้ที่ใต้ถุนศาลาเกิดเหตุซึ่งจำเลยที่ 2 ให้การว่าไม่รู้เรื่อง แต่ก็ยังถูกนำตัวไปสอบปากคำที่สถานีตำรวจตั้งแต่เที่ยงคืน จนกระทั่งรุ่งเช้า และเจ้าพนักงานตำรวจนำเอกสารมาให้จำเลยที่ 1 ลงลายมือชื่อโดยไม่ได้อ่านข้อความให้ฟัง ซึ่งหากจำเลยที่ 2 ทราบว่าเอกสารดังกล่าวมีข้อความว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 จะไม่ลงลายมือชื่อ

พิเคราะห์แล้ว โจทก์มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ในขณะเกิดเหตุเพียงสองปาก คือ พันตำรวจตรีวาทินกับจ่าสิบตำรวจวัชระวิทย์ ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสามที่ศาลาเกิดเหตุ แต่การที่ได้ความจากคำเบิกความของพยานทั้งสองปากนี้เพียงว่าขณะจับกุมจำเลยทั้งสามนั่งอยู่ด้วยกันในศาลาที่เกิดเหตุซึ่งปรากฏตามภาพถ่ายหมาย จ. 12 ว่าอยู่ด้านตรงกันข้ามกับใต้ถุนศาลาด้านที่พบเมทแอมเฟตามีนของกลางซุกซ่อน และไม่ได้ความด้วยว่าขณะที่เข้าแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้นจำเลยทั้งสามนั้น จำเลยที่ 2 มีการกระทำอย่างใดบ้างที่แสดงว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย พยานหลักฐานโจทก์ที่อาจรับฟังพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ได้ จึงคงมีเพียงคำเบิกความของพันตำรวจตรีวาทินเกี่ยวกับที่มาของการเข้าแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้นจำเลยทั้งสามกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวน

สำหรับคำเบิกความของพันตำรวจตรีวาทินเกี่ยวกับที่มาของการเข้าแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้นจำเลยทั้งสามนั้น ได้ความจากคำเบิกความตอบคำซักถามว่า ก่อนเกิดเหตุ พันตำรวจตรีวาทินสืบทราบโดยได้รับรายงานจากสายลับว่าจะมีคนนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบให้แก่ลูกค้าในท้องที่ตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ และเมื่อตั้งด่านตรวจเพื่อทำการตรวจค้นรถที่ผ่านไปมาเป็นเวลาประมาณ 3 ชั่วโมงแล้วยังไม่ได้ผล พันตำรวจตรีวาทินจึงใช้วิธีการนำกำลังออกตรวจท้องที่แทน เมื่อถึงศาลาที่เกิดเหตุเห็นผู้หญิง 2 คน และชาย 1 คน นั่งอยู่ในศาลา ตรงกับที่สายลับรายงานว่าจะเป็นคนนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบ และเห็นมีรถจักรยานยนต์ยี่ห้อซูซูกิ

จำนวน 2 คัน จอดอยู่ที่บริเวณด้านหน้าของศาลาดังกล่าวด้วย แต่เมื่อเบิกความตอบคำถามค้าน กลับได้ความว่าสายลับไม่ได้ระบุสถานที่แน่ชัดว่าตกลงรับมอบเมทแอมเฟตามีนกันที่ใดและไม่ได้ระบุชื่อคนรับและคนส่งเมทแอมเฟตามีน คงรายงานแต่เพียงว่าคนร้ายจะใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะ และศาลาเกิดเหตุไม่มีเสาไฟฟ้าสาธารณะ มีเพียงแสงสว่างจากไฟรถจักรยานยนต์ของพวกพันตำรวจตรีวาทินเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าก่อนเกิดเหตุพันตำรวจตรีวาทินได้รับข้อมูลจากสายลับเพียงว่าคนร้ายซึ่งจะนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งมอบในท้องที่ที่พันตำรวจตรีวาทินรับผิดชอบ จะใช้รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะแต่สายลับมิได้ระบุยี่ห้อหรือลักษณะพิเศษของรถจักรยานยนต์ดังกล่าว และการที่พันตำรวจตรีวาทินนำพวกเข้าไปแสดงตัวว่าเป็นเจ้าพนักงานตำรวจและขอตรวจค้นจำเลยทั้งสามก็เพราะเห็นรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ที่บริเวณด้านหน้าศาลาเกิดเหตุด้วยแสงสว่างจากไฟรถยนต์ของพวกพันตำรวจตรีวาทินเท่านั้น

นอกจากนี้เมื่อพิจารณาภาพถ่ายหมาย จ. 14 ยังเห็นได้ด้วยว่าแสงสว่างจากรถยนต์ของพวกพันตำรวจตรีวาทินดังกล่าวไม่น่าจะส่องสว่างไปถึงจุดที่โจทก์นำสืบว่าเห็นจำเลยทั้งสามนั่งอยู่ด้วยกันในศาลาที่เกิดเหตุ พยานหลักฐานโจทก์ส่วนนี้จึงไม่มีน้ำหนักให้เชื่อได้ว่าพันตำรวจตรีวาทินมีข้อมูลมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและการที่จำเลยทั้งสามอยู่ด้วยกันในศาลาเกิดเหตุซึ่งอยู่ห่างไกลจากชุมชนและในยามวิกาลก็ไม่อาจถือว่าเป็นข้อพิรุธของจำเลยที่ 2 แต่ประการใด ส่วนคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนซึ่งเป็นพยานบอกเล่านั้น

แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226 จะอนุญาตให้อ้างเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ได้ แต่การใช้ดุลพินิจชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อของพยานหลักฐานดังกล่าวต้องทำด้วยความระมัดระวังเพราะมิใช่เป็นพยานหลักฐานที่ดีที่สุดที่โจทก์พึงนำมาแสดง ดังนั้น จึงต้องพิจารณาประกอบกับพยานหลักฐานอื่นของโจทก์และพฤติการณ์ในการได้มาซึ่งคำให้การรับสารภาพดังกล่าวด้วย โจทก์มีพันตำรวจตรีวาทินเบิกความตอบคำซักถามเกี่ยวกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนได้ความว่า เมื่อจ่าสิบตำรวจวัชระวิทย์ค้นได้ถุงพลาสติกซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลางใส่รวมกันแล้ว จึงนำจำเลยทั้งสามพร้อมด้วยเมทแอมเฟตามีนของกลาง และรถจักรยานยนต์ไปที่สถานีตำรวจเพื่อตรวจนับและสอบปากคำ

จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับว่าเป็นคนสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนมาจากอำเภอเก้าเลี้ยวเพื่อขายและเคยนำเอาเมทแอมเฟตามีนมาขายที่บริเวณศาลาเกิดเหตุหลายครั้งแล้ว นอกจากนี้ยังค้นได้เงินจากจำเลยที่ 2 จำนวน 18,000 บาท ซึ่งจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นเงินที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จึงแจ้งข้อหาแก่จำเลยที่ 2 ว่าร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพตามบันทึกการจับกุมหมาย จ. 1 และพันตำรวจตรีวาทินยังได้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเขียนบันทึกคำให้การรับสารภาพ หมาย จ. 5 ให้จำเลยที่ 2 ลงลายมือชื่อด้วย แต่เมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับข้อความในบันทึกทั้งสองฉบับดังกล่าวแล้ว

เห็นว่า แม้คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ตามบันทึกการจับกุม หมาย จ. 1 จะมีใจความสอดคล้องกับคำเบิกความของพันตำรวจตรีวาทินดังกล่าวข้างต้นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปซื้อเมทแอมเฟตามีนจากอำเภอเก้าเลี้ยวเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2544 และมีข้อความเพิ่มเติมต่อไปว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่าจ้างให้จำเลยที่ 3 นำเมทแอมเฟตามีนจากอำเภอเก้าเลี้ยวมาให้ที่ตำบลทับกฤช อำเภอชุมแสง โดยขับรถจักรยานยนต์ตามกันมาเมื่อถึงศาลาเกิดเหตุกำลังจะแยกย้ายกันก็ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน แต่บันทึกคำให้การรับสารภาพ หมาย จ. 5 กลับมีใจความที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ข้อความในบันทึกคำให้การรับสารภาพ หมาย จ. 5 เกือบทั้งฉบับเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ไปหาหลานสาวซึ่งเรียนหนังสืออยู่ที่อำเภอเมืองนครสวรรค์โดยมีจำเลยที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ที่ใช้เป็นยานพาหนะ

คงมีแต่ข้อความในสามบรรทัดสุดท้ายเท่านั้นที่พอจะเกี่ยวข้องกับเรื่องที่จำเลยที่ 2 ถูกตรวจค้นและจับกุมในขณะเกิดเหตุ ทั้งข้อความดังกล่าวที่ได้ความว่าจำเลยที่ 2 และที่ 1 ออกจากบ้านหลานสาวจำเลยที่ 2 เวลาประมาณ 20 ถึง 21 นาฬิกา ของวันที่ 27 ธันวาคม 2544 เมื่อถึงศาลาเกิดเหตุจำเลยที่ 1 บอกให้จำเลยที่ 2 รออยู่ที่ศาลานั้น และพูดโทรศัพท์ตลอดมาจนพบกับเจ้าพนักงานตำรวจที่ขอตรวจค้นและจับกุมก็แสดงให้เห็นว่า จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธเพราะข้อความดังกล่าวมิได้แสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพดังที่พันตำรวจตรีวาทินอ้าง ทั้งมิได้แสดงให้เห็นด้วยว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมทแอมเฟตามีนของกลางไม่ว่าในทางใดก็ตาม

พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นจับกุมจึงขัดแย้งกันเองในข้อสำคัญและไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อ นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อของพยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนด้วย เพราะนอกจากคำให้การตามคำให้การรับสารภาพ หมาย จ. 5 ซึ่งวินิจฉัยข้างต้นว่าเป็นคำให้การปฏิเสธ จะขัดแย้งตรงกันข้ามกับคำให้การรับสารภาพตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา หมาย จ. 9 แล้ว การที่ได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามค้านของจ่าสิบตำรวจวัชระวิทย์ผู้ร่วมจับกุมว่าหลังจากจับกุมและนำตัวจำเลยทั้งสามมาสอบปากคำที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอชุมแสงเมื่อเวลา 0.30 นาฬิกา ตนเพิ่งมาลงชื่อในบันทึกการจับกุมหมาย

จ. 1 ช่วงเกือบเช้าของวันที่ 28 ธันวาคมนั้น ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความตอบคำถามของพันตรีชำนาญ จำปีเจริญสุข พนักงานสอบสวนว่า จำเลยทั้งสามถูกจับกุมเวลาประมาณเที่ยงคืน แต่พันตำรวจตรีวาทินกับพวกนำตัวมาส่งให้ตนตอน 8 นาฬิกา ซึ่งตรงกับที่ได้ความตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาหมาย จ. 9 ว่า หลังจากเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลยที่ 2 กับพวกได้ที่ศาลาเกิดเหตุเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2544 เวลา 0.30 นาฬิกา มีการนำตัวจำเลยกับพวกไปที่ห้องสืบสวนสถานีตำรวจภูธรอำเภอชุมแสง และมีเจ้าพนักงานตำรวจหลายคนสอบปากคำจำเลยที่ 2 เพื่อหาตัวผู้กระทำความผิดร่วมกันจนเวลาประมาณ 8 นาฬิกา เจ้าพนักงานตำรวจที่ทำการจับกุมจึงส่งตัวจำเลยที่ 2 ให้แก่พนักงานสอบสวน

แสดงว่าชั้นจับกุมจนถึงเวลาที่จำเลยที่ 2 ถูกส่งตัวให้แก่พนักงานสอบสวนจำเลยที่ 2 ถูกสอบปากคำอย่างต่อเนื่องโดยเจ้าพนักงานตำรวจหลายคนเป็นเวลาประมาณ 8 ชั่วโมง และเมื่อพันตำรวจตรีชำนาญ พนักงานสอบสวนได้รับตัวจำเลยที่ 2 ไว้แล้ว ได้ทำการสอบปากคำจำเลยที่ 2 ต่อเนื่องไปจนถึงเวลา 12 นาฬิกา ที่นำตัวจำเลยส่งไปชี้ที่เกิดเหตุและถ่ายภาพไว้ด้วย ดังปรากฏตามวันที่และวันที่กับเวลาที่ลงกำกับในบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา หมาย จ. 9 และบันทึกการนำชี้ที่เกิดเหตุประกอบกับคำรับสารภาพ หมาย จ. 11 นั่นเอง ฉะนั้นการสอบปากคำจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนรวมทั้งการนำจำเลยที่ 2 ไปชี้ที่เกิดเหตุและถ่ายภาพจึงมีเหตุควรสงสัยว่าน่าจะเกิดขึ้นระหว่างที่จำเลยที่ 2 มีความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียทั้งร่างกายและจิตใจ และมีผลกระทบต่อน้ำหนักความน่าเชื่อของคำรับสารภาพที่ได้รับจากจำเลยที่ 2 ด้วย

พยานหลักฐานโจทก์เกี่ยวกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ในชั้นสอบสวนจึงไม่มีน้ำหนักน่าเชื่อเช่นกัน ทำให้โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานที่เชื่อฟังเป็นยุติได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
กนก อินทรัมพรรย์ · หัสดี ไกรทองสุก · ชุติมา จงสงวน
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5253/2549

คดีนี้โจทก์มิได้อ้างและนำสายลับซึ่งเป็นประจักษ์พยานมาเบิกความทั้ง ๆ ที่สายลับรู้เห็นเหตุการณ์เช่นเดียวกับสิบตำรวจเอก ส. แสดงว่าโจทก์ประสงค์จะให้มีประจักษ์พยานในคดีเพียงปากเดียว ย่อมเป็นการนำสืบพยานเดี…

Supreme Court Judgment No. 1916/2543

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบาเพียงประการเดียวข้อเท็จจริงในความผิดฐานมีอีเฟดรีนเกินปริมาณที่กำหนดไว้ในครอบครองเพื่อขายและฐานขายอีเฟดรีนเป็นอันยุติไปแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ฎีกาของจำเลยในส่วนที่เกี่ย…

Supreme Court Judgment No. 7381/2543

ศาลแรงงานกลางฟังข้อเท็จจริงว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลและผู้บังคับบัญชาของโจทก์แจ้งให้โจทก์ทราบว่านายจ้างเลิกจ้าง กับนำหนังสือแจ้งการเลิกจ้างเอกสารหมาย ล. 2 มาให้โจทก์ดู ซึ่งจำเลยที่ 2 ยังไม่ได้มีคำสั่งเ…

Supreme Court Judgment No. 7331/2543

โจทก์มีผู้ร่วมจับกุมจำเลยเป็นพยานเบิกความประกอบกันว่าก่อนจับกุมได้รับแจ้งจากสายลับก่อนว่า ล. จะนำเมทแอมเฟตามีนไปส่งมอบแก่จำเลยที่บริเวณคลองส่งน้ำด้านทิศเหนือของหมู่บ้านเพื่อ นำไปจำหน่ายในช่วงเวลาจับกุ…

Supreme Court Judgment No. 7189/2543

ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า การที่จำเลยมีเมทแอมเฟตามีนของกลางจำนวนถึง 68 เม็ด ไว้ในครอบครอง เมื่อนำมาฟังประกอบกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมว่าจำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและตามทางพิจารณาไม…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up